
โฆษณา
หอมมะลิและชาวนา ทุ่งกุลาร้องไห้ในวิกฤตความแล้ง
หลังจากได้คุยกับชาวนาจำนวนมากเท่านิ้วบนมือซ้ายและขวาก็พบว่า ไม่มีสักหนึ่งรายที่เถียงเรื่องความแล้งในปี 2563 ไม่มีสักหนึ่งชาวนาที่บอกว่า ไม่ได้รับผลกระทบจากฝนที่ตกผิดเวลาที่ควรจะตก ไม่มีคำพูดทำนองว่า “ทุ่งกุลานี้ดี ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ในเล้ามีไก่ ในไหมีปลาแดก” เพราะเมื่อถามถึงความแล้ง ทุกคนลงความเห็นอย่างเป็นเอกฉันท์เหมือน ส.ว. ยกมือเลือกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีว่า “ช่วงที่ผ่านมา ทั้งแล้งและฝนมาช้าผิดปกติ” ส่วนกระทบมากกระทบน้อยก็แตกต่างบ้างตามพื้นที่ พื้นถิ่น เดือดร้อนจากภัยแล้งหรือไม่ ก็ตอบเลยว่า ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าคนเมืองที่ต้องต่อสู้กับโควิด-19
“ปี 63 เจอภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วงเป็นโรคโคนเน่า มิถุนา แล้งหนักฝนทิ้งช่วง ข้าวในนาจะตาย ไหม้เป็นสีแดง พอมากรกฎา-สิงหา ฝนตกติดต่อกันไม่หยุด ฟ้าไม่เปิดเลยนานเป็นเดือน ข้าวก็เป็นโรคเชื้อรา เป็นจุดด่าง เราทำนาน้ำฝน ถ้าเจอปัญหาแล้งก็แก้อะไรไม่ได้ ต้องรอฝนอย่างเดียว” สำราญ ซุยคง ชาวนาจากสุวรรณภูมิ กล่าว
“สภาพอากาศในวันนี้กับ 10 ปีที่แล้วแตกต่างกันเยอะ ฝนไม่ตกตามฤดูกาล แดดเยอะ ร้อนเยอะ ฝนน้อย หนาวน้อย ปกติเดือนพฤษภาจะเริ่มมีการไถและปักดำไปเรื่อยๆ น้ำจะเยอะช่วงกรกฎา- สิงหา เต็มที่คือไม่เกินเดือนตุลา ตอนนี้ ต้องเริ่มไถช่วงมิถุนา-กรกฎา-สิงหา เพราะฝนไม่มา ฝนมาช้า พอช่วงที่ต้องแห้ง คือปลายพฤศจิกา-ตุลา น้ำก็เยอะเกิน พอข้าวจะออก น้ำไหลออกไม่ทัน ข้าวก็ไม่เกิดความหอม” บุญทอม บุญรัตย์ เกษตรกร และข้าราชการบำนาญวัย 63 ปี จากพยัคฆภูมิพิสัย บอกกับเรา
เรื่องอื่นจาก กองบรรณาธิการ
ดูทั้งหมดโฆษณา
อ่านจบแล้ว — ร่วมแบ่งปันประเด็นนี้ให้สังคม







