• The Isaander

กินลาบกับ ดิม Tattoo Colour : เรื่องที่คุณอาจไม่เคยรู้เกี่ยวกับเขา



“สวัสดีครับ ผมดิมครับ จากแทททู คัลเลอร์ครับ”


ชายหนุ่มที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยรถตู้สีดำคันนั้น กล่าวแก่เครื่องอัดเสียง ทันทีที่ผมกดปุ่มอัด ผมมีความเก้ๆ กังๆอยู่ไม่น้อย เพราะชายหนุ่มที่ผมเพิ่งขอสัมภาษณ์เป็นศิลปินรุ่นกลางที่ใช้ชีวิตอยู่ในวงการบันเทิงมาไม่น้อยหนาว-ร้อน-ฝน


“มึงอยู่มากี่ปีแล้วนะในวงการ” ผมถามคำถามแรกด้วยสติที่ไม่ค่อยสมบูรณ์นัก เพราะ นอนน้อยก็เหตุผลหนึ่ง ฤทธิ์ของสิ่งมึนเมาก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่มีน้ำหนัก


“ถ้าเป็นวงการดนตรีก็ 15 ปีครับ แต่ถ้าวงการตลกก็ตั้งแต่เกิด”

เขาตอบคำถามแรกของผมอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องนับนิ้วมือ แน่นอนแหละเขานับนิ้วไม่ถนัด เพราะต้องกุมพวงมาลัยรับผิดชอบชีวิตหลายชีวิตที่อยู่บนรถคันนี้


รถตู้สีดำสัญชาติเยอรมันคันเขื่อง กำลังมุ่งหน้าจากกาฬสินธุ์สู่ขอนแก่น ผู้โดยสารบนรถถือว่าได้รับเกียรติไม่น้อย ที่อดีตพระเอกหนังร้อยล้านบ้าง ไม่ร้อยล้านบ้างรายนี้อาสาเป็นสารถีขับขี่มันให้ ขณะที่หลายเรากำลังนั่งกระดิกตีนเล่นอย่างสบายใจ


หมอกจางๆ ระหว่างทาง ทำให้ผมรู้สึกเหมือนกับว่า เวลาเคลื่อนที่ช้าลง บทสนทนาร่วงหล่นระหว่างทางบ้าง กระดอนกระเด้งตกหลุมพร้อมกับรถบ้าง แต่ผมก็ยังพอหยิบฉวยมาได้ในจำนวนที่น่าพอใจ



หลังจากนับนิ้วตีน และมืออย่างถี่ถ้วนก็พบว่า ผมรู้จักดิมมาเป็นเวลาถึง 20 ปี มันไม่ได้ยาวนานมากนักหรอก หากเทียบกับอายุของมิตรภาพระหว่างประวิตร วงษ์สุวรรณ และประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่ถ้าเทียบกับอายุในสภาผู้แทนราษฎรของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แน่นอนมันยาวกว่าหลายเท่าตัว


สนามบาสเก็ตบอลของโรงเรียนขอนแก่นวิทยายน น่าจะเป็นที่แรกที่ผมพบเขา แค่พบเฉยๆแต่ยังไม่ใช่เพื่อน แค่คนเล่นบาสเก็ตบอลด้วย แต่ยังไม่รู้จักชื่อกันและกัน นั่นน่าจะเป็นตอน ม. 3 ดิมเป็นนักเรียนเข้าใหม่ ที่หน้าตาไม่คุ้นเท่าไหร่สำหรับผมในตอนนั้น


เมื่อขึ้น ม.4 ผมและเขาได้อยู่ห้องเดียวกันร่วมกับเพื่อนอีกกว่า 50 ชีวิต พวกเราอยู่ในห้อง 4/4 ตง แทททู คัลเลอร์ก็เป็นเพื่อนอีกคนในห้องนี้ พวกเรามีกิจกรรมร่วมกันมากมาย ทั้งเรียนหนังสือ เตะฟุตบอล ลอกข้อสอบ หรือแม้กระทั่งโดดเรียน


ในวัยที่ลิ้นยังไม่ทานทนกับของขม และปอดยังไม่คุ้นชินกับควันไฟ หนึ่งกิจกรรมที่สนุกที่สุดของห้องเราคือ การย่างหมูบนเตาถ่าน วัฒนธรรมเกาหลีอยู่กับพวกเรามาตั้งแต่ตอนนั้น ตอนที่ อิแทวอน คลาส ยังไม่ได้สร้าง เถ้าแก่พัค เซรอย ยังไม่กลายเป็นขวัญใจสาวๆ




การร้องคาราโอเกะ เป็นกิจกรรมที่เราทำควบคู่กับการย่างหมู วัฒนธรรมญี่ปุ่นก็แทรกซึมเข้าสู่ภาคอีสานแล้วเช่นกัน ในสมัยนั้น สมัยที่โลกยังไม่สนิทสนมกับสมาร์ทโฟน อย่าว่าแต่สมาร์ทโฟนเลย โทรศัพท์มือถือธรรมดา ยังเป็นของมีราคาเกินกว่าวัยรุ่นจะเอื้อมไหว


พาร์ที่หมูกระทะที่บ้านดิม น่าจะเป็นครั้งแรกที่ ผมและเพื่อนๆ อีกหลายหูได้ฟังเขาร้องเพลง ผมจำได้ว่า ดิมใส่แว่นดำ ทำมือแป“ชาวนากับงูเห่า” ของวง Fly คือเพลงที่เขากำลังเปล่งเสียง คืนนั้นน่าจะมี “คนเดินถนน” ของพลพล พลกองเส็ง ด้วยอีกเพลง นั่นอาจจะเรียกได้ว่าเป็นการคัฟเวอร์ แค่ตอนนั้น บังเอิญว่า วงการเพลงไทยยังไม่นิยมเรียกการกระทำดังกล่าวว่า Cover เท่านั้นเอง


หลังจากนั้นไม่นาน ตง ชวนดิมร่วมวงดนตรีที่มีเพื่อนจากหลายๆ ห้องรวมกัน และวงนั้นเป็นวงที่มี รัฐ และจั๊ม เป็นสมาชิกอยู่ด้วย



เมื่อครั้งยังเยาว์ ดิม ตง รัฐ จั๊ม ต๊ะ และหมอบ ทำวงดนตรีร่วมกันในชื่อ I-Scream แต่


นักเรียนโรงเรียนขอนแก่นวิทยายนจำนวนไม่น้อยเรียกพวกเขาว่า ไอติม ในวัยเห่อขนเพชร วงไอติมเล่นเพลงร็อคหนักไปจนถึงเมทัล Red Hot Chili Peppers บ้าง Limp Bizkit บ้าง Slipknot กับ Korn ก็เห็นพวกเขาพูดถึงอยู่ด้วย แต่วงขวัญใจอันดับหนึ่งคงหนีไม่พ้น Linkin Park ด้วยยุคสมัย ดนตรีแบบ ร็อคๆ แร็พๆ จึงเป็นที่นิยม


แม้จะเข้ามาทีหลังแต่ รัฐ มีอิทธิพลกับวงไม่น้อย ถ้านึกภาพไม่ออก ผมขอเปรียบอิทธิพลของรัฐที่มีต่อ I-Scream กับบารมีของ ประวิตร ที่มีต่อพรรคพลังประชารัฐ

“ตรงนี้ มึงหยุดเล่นเลย หยุดให้เหมือนกับสับคัทเอ้าท์” ผมจำประโยคนี้ของรัฐได้ดี เขาพูดในห้องซ้อมดนตรีหลังหอประชุมของโรงเรียน นั่นเป็นช่วง ม.6


ในปี 2543-2545 I-Scream พาตัวเองไปอยู่บนหลายเวที ทั้งเวทีโชว์ และเวทีประกวด แม้จะไม่เคยได้กล่อง ได้ถ้วยชนะเลิศ แต่พวกเขาก็โด่งดังระดับมีแฟนคลับติดตามกรี๊ดกร๊าด


ก่อนจะเรียนจบมัธยมปลาย สมาชิกทั้ง 6 คน ได้ทำอัลบัมออกมาหนึ่งชุด มันเป็นอัลบัมนูเมทัลพ็อพ ชื่อ I-Scream 479 เครื่องดนตรีทุกชิ้นถูกอัดที่ห้องเก็บของในบ้านรัฐ ปกอัลบัมพิมพ์ในโรงพิมพ์ท้องถิ่นซึ่งเป็นกิจการครอบครัวของเพื่อนชื่อ ก้อ เปิดตัวและวางจำหน่ายครั้งแรกหน้าห้องอุตสาหกรรมของโรงเรียน iScream 479 ถูกขายก่อนที่โลกจะรู้จักกับ iPhone ตั้งหลายปี แม้ระยะเวลากว่าที่มันจะขายหมด มิได้เร็วรี่กับเท่าตั๋ว “อิน ยั่ว แอ่เหรีย” แต่ก็ไม่ช้าเหมือนความชั่วของรัฐบาลเผด็จการ


ผมได้อัลบัมนั้นมาหนึ่งแผ่น จำได้ไม่ชัดว่า จ่ายเงินซื้อเอง หรือได้รับบริจาคจากสมาชิกวง แต่ที่แน่ๆ อัลบัมปกสีกรมท่าอัลบัมนั้นได้หายไปจากการครอบครองของผม คราวที่หยิบไปอวดรุ่นน้องสมัยเรียนมหาวิทยาลัย


“มีชายอยู่คนหนึ่งชื่อเขาคือบุญรอด
เข้าบ่อนเป็นประจำ ไฟการพนันไม่เคยมอด
ป๊อกเด้งตาละพันเจ้ามือดันป๊อกตลอด
ซวยแล้วบุญรอด วันนี้มึงคงไม่รอด
หันเหอาชีพ มาแทงบอลทุกวัน
ได้ทีครั้งสองร้อย แต่เสียทีเป็นพัน
เล่นเสียทุกวันกลายเป็นที่โจษจัน
เพื่อนๆถามว่าได้ไหม มันบอกมันเล่นเอามัน
วันนี้แหละทีเด็ด คุณต้องเล่นแมนยู
คุณฉุยเขาบอกมาว่า ดวงคงไม่จู๋
แต่คู่แข่งมันสูสี มันคือลิเวอร์พูล
ซวยแล้วบุญรอด ขายรถเล่นแมนยู”

นั่นคือ ไรม์ ที่ดิมเป็นคนแต่ง เพื่อนหลายคนแซวว่า เขาแต่งจากชีวิตจริงของตัวเองในฐานะแฟนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผู้หลงไหลตัวเลขมาตั้งแต่เป็นทีนเอจ อัลบัมนั้น ดิมเป็นคนเขียนไรม์ ขณะที่เนื้อร้องส่วนอื่นเป็นหน้าที่ของ รัฐ เมื่อครั้งยังเป็นวงไอติม ดิม มีหน้าที่แร็พ ขณะที่ รัฐ แม้จะเล่นกีต้าร์เก่งอย่างหาตัวจับยาก ก็ยังมีหน้าที่แค่เป็นนักร้อง ด้วยเหตุผลว่า เพื่อนๆได้จับจองตำแหน่งกีต้าร์ไปเสียก่อนที่เขาจะเข้ามาสู่วงแล้ว


แต่ยังไงก็ตาม วง I-Scream น่าจะเปรียบได้กับสนามซ้อมการเป็นนักแต่งเพลงของรัฐ อัลบัม I-Scream 479 ก็น่าจะไม่ต่างจากแมทช์อุ่นเครื่องในฐานะโปรดิวเซอร์ของเขา เช่นกัน



“อัลบัมกูจะวางที่งานแฟตนะ” ดิม บอกผมคราวที่เจอกันโดยบังเอิญ ณ ร้านเติมรมณ์ ขอนแก่น อัลบัมที่เขาพูดถึงคือ Hong Ser อัลบัมแรกของ Tattoo Colour คราวนั้น เขายังเป็นนักร้องกลางคืน และยังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น คณะวิทยาการจัดการ เราเจอกันไม่บ่อยนัก หลังจาก จบ ม.6

แม้จะไม่ได้เจอกันเป็นประจำ แต่ผมก็ยังได้รับเรื่องราวของ ดิมและวง อยู่เป็นระยะ จากคำบอกเล่าของเพื่อนคนโน้น คนนี้ แต่เอาเข้าจริงตอนนั้น ผมเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า พวกเขาจะใช้ชื่อวงว่าอะไร ตงเคยบอกว่าวงอยากใช้ชื่อ “Her” แต่ผู้บริหารค่าย Smallroom ไม่เห็นด้วย มีชื่อจำนวนมากถูกเสนอ Tattoo Colour เป็นหนึ่งในนั้น ต้นคิดของชื่อเป็นเพียงแค่ “ความกวนตีน” ของวงที่ต้องการล้อกับคำว่า “ศักดิ์ศรี” เท่านั้น ไม่ได้คิดจริงจังอะไร


แต่สุดท้ายก็อย่างที่รู้กัน พี่รุ่ง-รุ่งโรจน์ อุปถัมภ์โพธิวัฒน์ ผู้บริหารค่ายกลับเลือกชื่อขำๆ ชื่อนั้น


ดิม เล่าว่า ตอนที่ทำอัลบัม Hong Ser เขากับเพื่อนในวงต้องนั่งรถทัวร์ ยี่ห้อ “นครชัยแอร์” จากขอนแก่นไปกรุงเทพฯ อยู่หลายครั้ง การอัดเสียงกลองช่วงเริ่มต้นก็มีความทุลักทุเลพอประมาณ เพราะตง ร้างการตีกลองชุดไปนาน ด้วยช่วงชีวิตในมหาวิทยาลัย ตงหันมาร้องเพลงเพื่อหาเงินค่าขนม แทนการเหยียบกระเดื่อง ตีสแนร์ อย่างที่ถนัดตอนมัธยม


Hong Ser วางจำหน่าย และ Tattoo Colour เริ่มเป็นที่รู้จักของนักฟังเพลง “ฝากที” ไต่อันดับได้สูงพอสมควรบนชาร์ต Fat Radio แต่พวกเขายังไม่ใช่ Bodyslam หรือ Potato หลังจากเรียนหนังสือจบ ดิม จึงต้องเข้าทำงานประจำเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด ณ บริษัทโทรศัพท์สัญชาติไทยแห่งหนึ่ง คำพูดที่ว่า เข้าแก๊งค์ไหนหัวหน้าตายหมด อาจจะจริงสำหรับดิมเพราะไม่นาน บริษัท ชื่อย่อ อ.ม.บ. ก็ต้องปิดตัวลง หลังจากที่ ดิม ลาออกมาประกอบอาชีพนักดนตรีเต็มตัวได้ไม่นาน



ฝนพรมแผ่วเบาในบ่ายวันนั้น สถานการณ์แบบนี้ในภาษาอีสานเรียก ฝนริน เพราะแรงของฝนเหนื่อยล้าเกินจะเป็น ฝนปรอย หรือฝนตก บนโต๊ะใต้หลังคามุงจาก ลาบหมู และคาราวานถูกสั่งมาแกล้มโซดา กับน้ำแข็ง


“ช่วงนี้ทำอัลบัมอยู่ ทำเพลงใหม่ มีซิงเกิ้ล สองเพลงแล้ว ร้อนของ กับ เซาเถอะ ทำสองเพลงเร็วก่อน เพราะเราต้องการจะมีเพลงเร็วไว้เล่นในโชว์” ดิม ตอบพลางวนนิ้วชี้ลงในแก้วโซดาตรงหน้า



ผมสารภาพกับดิมว่า ผมฟังเพลง “ร้อนของ” ไม่เข้าใจ แต่สำหรับ “เซาเถอะ” ผมชอบมาก แม้จะออกเสียงชื่อเพลงผิด จนดิมต้องอธิบายความหมายของมัน


“เซาเถอะ เพราะมันเหมือน เศร้าเหอะ แต่ถ้าเซ่าเถาะ คนอาจจะฟังไม่เข้าใจ” ดิม ชี้แจงที่มาของชื่อเพลงภาษาอีสานเพลงแรกของ Tattoo Colour


“Idea คือ ดนตรีของเพลงนี้มันเป็นแนว Gospel ที่คนผิวสีใช้ร้องประสานเสียงในโบสถ์ วงก็เลยคิดอยากทำเนื้อร้องให้มัน Contrast กับดนตรี แล้วแม่ก็ถามว่า เมื่อไหร่จะมีเพลงที่เกี่ยวกับอีสานอีก หลังจากที่วงเคยทำ My Red Shoes Story ตอนโน้น ก็เลยคุยกันว่า เอาเพลงนี้เลยไหมล่ะ Gospel อีสานไปเลยไหมล่ะ”

(My Red Shoes Story เป็นเพลงในอัลบัม Smallroom 006 Flipper’s players ซึ่ง Smallroom ให้ศิลปินในค่ายมาเล่นเพลงของวงอินดี้ญี่ปุ่นระดับตำนาน The Flipper's Guitar (เดอะ ฟลิพเพอส์ กีต้าร์) และ Tattoo Colour เลือกที่จะใช้สไตล์พิณอีสาน รวมถึงนำจังหวะ และวิธีร้องแบบหมอลำมาคัฟเวอร์เพลง เพลงนี้)


“เนื้อเพลงเพลงนี้จะไม่มีอะไรทำนองว่า อ้ายคนจน ต้องแพ้ผู้บ่าวคนรวย ย้อนอ้ายจนแม่นบ่ เจ้าจึงทิ่มอ้ายไป เราไม่พูดเรื่องนั้นเลย เพราะเราจะไม่ทำอะไรที่ทำให้ คนอีสานดูต้อยต่ำ เพราะเราคิดว่า อีสานอ่ะ Cool ดีแล้ว หรูแล้ว ชอบแล้ว เราจะบอกแค่ว่า ก็แค่เขาไม่รักเรา เขาก็เลยทิ้งไป แค่นั้นเอง ในเนื้อเพลงเราเลยจะไม่โทษว่า วาสนาเราน้อยอะไรแบบนั้น เพราะเราคิดว่า คนอีสานรวยก็เยอะแยะไป เราไม่อยากทำให้อีสานดู Low”

นั่นคือ วิธีคิดในเพลง “เซาเถอะ” ซึ่งสมาชิกวงทั้งหมดร่วมกันเขียนเนื้อร้อง


“พอเซาก็เซา เมื่อเขาไม่รักเรา
เบิ่ดคำสิเว่า มันทนไม่ไหว
วันวานที่แสนหวาน รักมานานเท่าไหร่
สุดท้ายแล้วเธอทำลาย เซาเถอะ”


ไม่ต้องเสียเวลามาก เมื่อเครื่องดื่ม และอาหารพร้อม คำตอบของดิมก็พร้อมด้วยเช่นกัน


“ชุดนี้ทำงานกันตลกมาก เพราะปกติรัฐเป็นคนเขียนเพลง เรา(สมาชิกวงคนอื่นๆ) ก็มารอเรียบเรียง แต่อัลบัมนี้ ไอ้เหี้ยรัฐเช่าบ้านให้อยู่ด้วยกัน 7 วันเลย นอนตื่นเจอกันทุกวัน แต่งเพลงอย่างเดียว ตกดึกกินเหล้า คิดไอเดีย ทุกพยางค์ทำโดยพวกเราเองทั้งหมด มันเป็นอัลบัมที่ไม่เหมือนอัลบัมอื่น เพราะปกติรัฐขึ้นเพลงมาให้ก่อน หรือรัฐซี่ เขียนจบมาแล้ว แต่อัลบัมนี้ ทุกเพลงมีชื่อสี่คน เรียบเรียง เนื้อร้อง และทำนอง โดย Tattoo Colour 100 เปอร์เซ็นต์บริสุทธิ์”


“ชุดนี้ก็ต้องยอมรับด้วยว่า รัฐก็ตันของมันเหมือนกัน มันก็เลยต้องเรียกพวกกูมาช่วย แต่พวกกูก็เสนอตัวอยู่แล้วว่า มีอะไรให้พวกกูช่วย รีบบอกเลยนะ เพราะรู้ว่ามันมีงานเยอะมากอยู่แล้ว มันแต่งเพลงให้คนโน้น ทำเพลงให้คนนี้เยอะไปหมด รัฐก็เลยบอกว่า งั้นกูขอให้พวกมึงเข้าค่ายสัก 7 วันได้ไหม ก็เลยได้เพลงออกมา”



“7 วันแรก ได้เพลงมา 3 - 4 เพลง และได้วิธีทำงานใหม่ คือ ถ้าไปเล่นต่างจังหวัด เดินทางถึงเที่ยง บ่ายโมงเราก็เขียนเพลงกันเลย สองทุ่มแยกย้ายอาบน้ำ กินข้าว เล่นเสร็จเที่ยงคืน ถึงห้องตีหนึ่งเราก็เขียนเพลงกันต่อ ตี 3 ตี 4 นอน ตื่นเที่ยงก็ว่ากันใหม่ เราได้วิธีการทำงานมาด้วย หลังจากนั้นเลยไม่ต้องเช่าบ้านกัน”


---


ก้อยจานนั้น ถูกจอดบนโต๊ะ เคียงตำบักหุ่ง และปลาย่าง ที่ยังซู่ซ่าอยู่บนเตาถ่าน คือ เสือร้องไห้ ทั้งหมดคือสำรับคาวง่ายๆ สำหรับค่ำคืนก่อนงานบุญ ในอีสานชีวิตของงัวถูกสังเวยให้แก่งานเฉลิมฉลองเป็นปกติวิสัย งานนี้ที่กาฬสินธุ์ก็เช่นกัน ด้วยเห็นใจงัวผู้เสียสละ เราทั้งหมดจึงยกแก้วขึ้นดื่มให้กับความตายของมัน


“เคยมีนิตยสารมาสัมภาษณ์กู ให้กูแนะนำอาหารอีสาน กูก็แนะนำอุเพี้ยไป เขาถามกูว่า เพี้ย คือแมลงใช่ไหม กูบอกว่า ไม่ใช่ เพี้ย คือขี้อ่อน ที่ยังไม่เป็นขี้ เท่านั้นแหละ ฮากแตกเลย คนสัมภาษณ์”

เล่าจบ ดิมก็เอื้อมมือคว้าแมงกอกทอดใส่ปาก ขณะที่เพื่อนทั้งวงหัวเราะอย่างเห็นใจนักสัมภาษณ์ผู้น่าสงสาร


ผมกดปุ่มอัดเสียงอีกครั้ง ทันใดนั้นผมก็พบว่า ผมไม่รู้จะถามอะไรให้แปลกใหม่ไปกว่าที่ดิมเคยให้สัมภาษณ์ในอดีต เพราะเพื่อนคนนี้อยู่ในวงการบันเทิงมากว่า 10 ปี มันคงถูกสัมภาษณ์มามากจนเหนื่อยจะพูดคำเดิมซ้ำๆ คนอ่านก็คงชินชากับคำตอบของมันบ้างแล้วเช่นกัน


มีอะไรไหมที่มึงไม่เคยได้พูด แต่อยากพูด ?


นี่คือคำถามที่ราคาถูกที่สุดในการเป็นคนทำสัมภาษณ์ เพราะ ไม่ต้องใช้สติปัญญาใดๆ ในการประดิดประดอย


“ถ้ามึงไม่ฟังเพลงกูวันนี้ แล้วมึงจะมารอให้กูตายห่าแล้วค่อยมาฟัง มันไม่ทันนะ ใครตายเพลงดังหมดก็จริง แต่ตอนที่เขามีชีวิตอยู่มึงไม่ฟังเพลงเขา ไม่ทันแล้วไอ้สัส Tattoo Colour เรามีเพลงเกือบจะ 70 เพลงแล้วนะ เพลงดังเกือบจะ 20 เพลงแล้ว Tattoo จะทำงานคุณภาพตลอด QC เราเท่าเดิมเสมอแต่ก็มีคนจะไม่ฟัง ก็เลยต้องบอกว่า อย่ามาฟังตอนที่กูตายไปแล้ว ฟังตอนที่กูยังมีอารมณ์ มีแรงมาร้องให้มึงฟังตอนนี้ดีกว่า”

วงมึงเคยคุยกันเรื่องเกษียณไหม ?


“ไม่เคย เพราะวงเราอยากใช้อาชีพดนตรีหากิน แบบคาราบาว พาราด็อกซ์ โปเตโต้ อะไรเงี้ย อยากอาชีพเดียวยาวๆไปเลย”


คือ ไม่มีแผนสำรองเลย ?


“แผนสำรองมี แต่ต้องเมื่อมันเกิดขึ้นก่อน เช่น ถ้ากูไม่ได้ร้องเพลง หรือโดนไล่ออกจากวง กูอาจจะไปทำ Marketing ทำโน่นทำนี่ เคยคิดเหมือนกัน แม่ก็เคยจะส่งไปเรียนโทต่างประเทศ แต่กูก็ไม่ไป เพราะค่าโทรมันแพง”


ถุย!


“กูยังไม่ไป อาชีพดนตรีนี่แหละคือเป้าหมาย มีคนถามกูว่าอีก 10 ปีจะทำอะไร Tattoo Colour จะทำอะไร กูก็บอกว่าจะทำเหมือนที่มึงถามอยู่นี่แหละ ไม่ได้คิดอยากไปทำอย่างอื่น เพราะทำอย่างอื่นก็ได้ตังค์ไม่เท่าร้องเพลงอยู่ดี จะทำให้มันได้ตังค์น้อยลงทำไม ร้องเพลงเหนื่อยนิดเดียว วันนึงเหนื่อยชั่วโมงเดียวเอง แต่มึงต้องตั้งใจกับมันไง กูไม่ต้องมานั่งรับโทรศัพท์แบบมึง(ผู้เขียนซึ่งเป็นนักข่าว) แบบอ๊อฟ(เพื่อนซึ่งเป็นนายธนาคาร) แต่ต้องหยุดกินเหล้าหนึ่งคืนก่อนจะไปร้องเพลง ต้องคุยกับคนให้รู้เรื่อง”

---


ไมค์ ถูกส่งถึงมือของดิม บรรยากาศเมื่อ 20 ปีที่แล้วกลับมาอีกครั้ง พวกเราได้ฟังดิมร้องคาราโอเกะอีกคราว นี่คือรอบเวิร์ล พรีเมียร์ของ Tattoo Colour หลังยุคโควิด-19 โดยแท้ เพราะดิมบอกว่า เขาและวงไม่ได้ทำงานมาเป็นเวลาอย่างน้อย 4 เดือนแล้ว


โปรดรอฟัง “เรือนแพ ชุดที่ 6” อัลบัมแห่งอนาคตของ Tattoo Colour เร็วๆ นี้



#TheIsaander #Isaan #Isaannews #อีสานเด้อ #อีสาน #ข่าวอีสาน #ดิอีสานเด้อ #ดิม #tattoocolour #กินลาบกับ #กาฬสินธุ์ #ขอนแก่น #ขอนแก่นวิทยายน #สัมภาษณ์ #ประวัติศาสตร์


สามารถติดตาม The Isaander ได้ในหลายช่องทางดังนี้


เว็บไซต์ www.theisaander.com


เฟซบุ๊คแฟนเพจ facebook.com/theisaander


อินสตาแกรม www.instagram.com/theisaander


ทวิตเตอร์ twitter.com/TIsaander


ไมลด์ www.minds.com/theisaander


บล็อกดิต www.blockdit.com/pages/5ece3fc23a6af2483f799581


ยูทูป www.youtube.com/channel/UC8TPsm5N-OLnW4P97BXTtqQ



340 views

© 2023 by Glorify. Proudly created with Wix.com