• The Isaander

ทบทวนกระแส : เกี๊ยว เก่าแก่กว่า เกี้ยว และอาจเกี่ยวกัน


“ว่ากันว่า (พระ)เกี้ยว เกิดขึ้นครั้งแรกตั้งแต่สมัยราชวงศ์ชิง(แมนจู) ในตอนเหนือของจีน แรกเริ่มเป็นที่นิยมของชนชั้นสูงเท่านั้น ก่อนแผ่อิทธิพลไปทั่วโลก หลังสงครามโลกครั้งที่ 2”



ขอโทษที เราใช้วรรณยุกต์ผิด นั่นไม่ใช่ประวัติศาสตร์ของ พระเกี้ยว หรือ โควิด-19 แต่เป็นประวัติศาสตร์อย่างย่อของ อาหารที่คนไทยเรียกว่า “เกี๊ยว”

ใช่แล้วเกี๊ยวมีอายุเก่าแก่ เกิดก่อนการแข่งขันฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์เสียอีก

เพราะ งานฟุตบอลฯ มีขึ้นครั้งแรกในปี 2477 แถมในช่วงแรกที่มีการแข่งขันฯ กลับยังไม่มีการอัญเชิญพระเกี้ยว ซะด้วย

หอประวัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า หลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่หาได้เกี่ยวกับการอัญเชิญตราสัญลักษณ์ “พระเกี้ยว” ในฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ เพิ่งมีบันทึกไว้ในหนังสือพิมพ์สยามนิกร(พิเศษ) ฉบับวันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม 2507 นี่เอง

และการอัญเชิญครั้งนั้นยังดำเนินการโดยนิสิตหญิงเพียงคนเดียว และพระเกี้ยวมีขนาดเล็กกว่า พระเกี้ยว ที่ถูกอัญเชิญในช่วงหลังเสียด้วย

“แหมพระเกี้ยวไม่ได้ยิ่งใหญ่ อย่างที่คนรุ่นเก่า พยายามบอกคนรุ่นใหม่นี่”

ขณะที่ พระเกี้ยวถูกแบกหามย่ำอยู่แค่ในกรุงเทพฯโดยนิสิตจุฬาฯ “เกี๊ยว” ขยับขยายเดินทางไปทั่วโลก ปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมพื้นเมือง กลายเป็นอาหารที่คุ้นเคยของคนหลากหลายท้องถิ่น

จากชื่อ “Hun Tun” หรือ “Wonton” ในจีน เมื่อถึงญี่ปุ่น มันกลายเป็น “Gyoza” ลงใต้มาไทยถูกเรียกว่า “Kiao” ลงต่ำอีกนิดถูกเรียกว่า “​​Pangsit” ในอินโดนิเซีย

“Pelmeni” คือชื่อรัสเซียของมัน ขณะที่อินเดียเรียกว่า “Modak” เข้าสู่ตะวันออกกลางถูกตั้งใหม่ว่า “Joshpara” เดินทางบุกอิตาลีก็มีชื่อว่า “Ravioli” ถูกดัดแปลงโดยคนกาน่า หรือโตโกจนถูกเรียกว่า “Banku” ที่เอธิโอเปียเรียกมันว่า “Tihlo”

หลังการปฏิวัติเมจิ ชาวญี่ปุ่นได้อพยพไปยังอเมริกาใต้ นอกจากจะพาลูก-ผัวไปด้วยแล้ว พวกเขายังพาเกี๊ยวซ่าไปอีก ทำให้อาหารชนิดเกี๊ยวถูกดัดแปลงและเรียกใหม่ว่า “Pastéis” ในบราซิล

ส่วนที่อาร์เจนตินา ลิโอเนล เมสซี่จะเรียกมันว่า “Empanadas” แม้กระทั่งออสเตรเลีย ยังมีชื่อเรียกให้อาหารชนิดนี้ว่า “Dimmies” ตามสไตล์ Aussie อีกด้วย

นี่เป็นเพียงแค่ตัวอย่างบางส่วน เพราะยังมีอีกหลายประเทศที่รับเอาอาหารชนิดนี้ไปปรับใช้จนเราสามารถพูดได้เต็มปากว่า เกี๊ยวถูกพัฒนาต่อยอดและมีชื่อใหม่นับนิ้วมือ-ตีนไม่ถ้วน

ย้อนกลับมาที่พระเกี้ยว หอประวัติฯ ระบุว่า ความเป็นจริงแล้ว นิสิตจุฬาฯ ทุกผู้ทุกนามมีสถานะเป็นผู้อัญเชิญพระเกี้ยวทั้งหมด แต่เมื่อทุกคนไม่สามารถเชิญได้พร้อมกันทาง Physical ในงานฟุตบอลฯ ทำให้จำเป็นต้องเลือกตัวแทนที่มีรูปร่าง หน้าตา บุคลิก การวางตัว กริยามารยาท ผลการเรียน และความรู้เกี่ยวกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเหมาะสม เป็นผู้รับผิดชอบแทน(คุณสมบัติเยอะกว่านายกรัฐมนตรีบางประเทศอีก)

ในขณะที่ศิษย์เก่า ศิษย์แก่ ของสถาบันการศึกษาที่มีหัวใจน้องพี่สีชมพูแห่งนี้ กำลังโกรธแค้น ขุ่นเคืองนิสิตรุ่นน้อง ที่จ้องจะยุติกิจกรรมที่พวกเขาเชื่อว่า ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่าประตูอัลลอยกิจกรรมนี้

ต้องสารภาพว่า ผู้เขียนซึ่งมีความเกี่ยวพันธุ์กับจุฬาฯเพียงแค่การเล่นว่าว ไม่เคยรู้มาก่อนว่า ในการแข่งขันฟุตบอลประเพณีมีกิจกรรมที่เรียกว่า การอัญเชิญพระเกี้ยวอยู่

เพราะในประวัติศาสตร์ชีวิตที่ผ่านมา ผู้เขียนรู้เพียงว่า งานฟุตบอลประเพณีจะมีนักฟุตบอลทีมชาติมาลงแข่งเยอะจนเหมือนทีมรวมดารา มีเชียร์ลีดเดอร์ที่หน้าตาดีผิดมนุษย์ปุถุชน และมีกิจกรรมพาเหรด-แปรอักษรล้อการเมือง That’s it.

ถึงตรงนี้ หลังจากศึกษาประวัติศาสตร์อย่างลวกๆ ก็พบว่า “เกี้ยว” กับ “เกี๊ยว” อาจไม่มีความเกี่ยวกัน แต่ขณะที่เรื่อง แบกไม่แบก เกี้ยวไม่เกี้ยว กำลังเป็นที่ถกเถียง และช่วงชิงพื้นที่การเมืองในสังคมไทย

เราพบว่ารากศัพท์ของ “เกี๊ยว” คือ Hun Tun หรือ Hundun ในภาษาจีน อาจจะแปลความว่า “Chaos-ความยุ่งเหยิง วุ่นวาย” ก็ได้ด้วย

---

ข้อเขียน : ถ.เปี่ยมจิตร - นักชิมอาหารทุนทรัพย์ต่ำ ลิ้นจระเข้ ที่เกิดมาเพื่อฆ่ามิชลินไกด์

รูป : ขอบคุณกล้องถ่ายรูป

---

#TheIsaander #Isaan #Isaannews #อีสานเด้อ #อีสาน #ข่าวอีสาน #ดิอีสานเด้อ #เกียว #เกี่ยว #เกี้ยว #เกี๊ยว #เกี๋ยว #จุฬา #ธรรมศาสตร์ #แบก #แห่ #หนัก

---

ติดตาม The Isaander ได้ในหลายช่องทางดังนี้

---

เว็บไซต์ www.theisaander.com

เฟซบุ๊คแฟนเพจ https://www.facebook.com/theisaander

อินสตาแกรม www.instagram.com/theisaander

ทวิตเตอร์ twitter.com/TIsaander

9 views0 comments