
หากพูดถึงการออกมาชุมนุมประท้วงของคนเสื้อแดงในปี 2553 หลายคนคงจดจำภาพและเรื่องราวที่ถูกนำเสนอผ่านรายการโทรทัศน์ ต่างจาก “ขวัญข้าว ตั้งประเสริฐ” ผู้ใช้ชีวิตอยู่กินอยู่ม็อบในฐานะสมาชิกกลุ่มประกายไฟการละครรุ่นเยาว์ แม้การชุมนุมครั้งนั้นจะผ่านพ้นไป แต่ความสัมพันธ์ของเขากับสมาชิกกลุ่มฯ รวมถึงนักเคลื่อนไหวทางการเมืองอีกหลายคนยังคงดำเนินต่อ เวลาล่วงผ่านมากว่าสิบปี ขวัญข้าวมองเห็นความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับคนรอบตัวคนแล้วคนเล่า เช่นเดียวกับใครอีกหลายคน กระทั่งในวันนี้ เขาออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองไป...
โฆษณา
หากพูดถึงการออกมาชุมนุมประท้วงของคนเสื้อแดงในปี 2553 หลายคนคงจดจำภาพและเรื่องราวที่ถูกนำเสนอผ่านรายการโทรทัศน์ ต่างจาก “ขวัญข้าว ตั้งประเสริฐ” ผู้ใช้ชีวิตอยู่กินอยู่ม็อบในฐานะสมาชิกกลุ่มประกายไฟการละครรุ่นเยาว์
แม้การชุมนุมครั้งนั้นจะผ่านพ้นไป แต่ความสัมพันธ์ของเขากับสมาชิกกลุ่มฯ รวมถึงนักเคลื่อนไหวทางการเมืองอีกหลายคนยังคงดำเนินต่อ
เวลาล่วงผ่านมากว่าสิบปี ขวัญข้าวมองเห็นความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับคนรอบตัวคนแล้วคนเล่า เช่นเดียวกับใครอีกหลายคน กระทั่งในวันนี้ เขาออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองไปพร้อมกับผู้คนตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศอีกมหาศาล ด้วยเพราะพวกเขาอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ต้องทนทุกข์ยากอย่างที่เป็น
นับแต่กลุ่มเยาวชนปลดแอกออกประกาศ 3 ข้อเรียกร้องในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ปลุกให้คนไทยที่หลับไหลอยู่นานหลายทศวรรษ ลุกตื่นขึ้นมาด้วยสามัญสำนึกที่ว่า “ตื่นแล้ว ตื่นเลย”
อัดอั้นในอดีต : เมื่อความอยุติธรรม เฆี่ยนตีคนรอบตัวผม
“พี่กอล์ฟให้ผมเป็น 1 ใน 10 รายชื่อ[1]ที่อยากให้เข้าเยี่ยมตอนอยู่ในคุก ผมรู้สึกแปลกๆ ตอนที่ผมกับพี่กอล์ฟพูดต่อหน้ากันไม่ได้ ต้องพูดผ่านลูกกรงกระจกที่คั่นอยู่ตรงกลาง เราไม่สามารถแตะมือหรือกอดกันได้ ทั้งที่การละครคือการแตะสัมผัสเพื่อส่งพลัง ผมรู้สึกใจสลายในฐานะเด็กสิบขวบ”
อ่านจบแล้ว — แชร์บทความนี้
โฆษณา



