• The Isaander

นิตยา ม่วงกลาง : ฉากและชีวิตของผู้ยากไร้ในอุทยานไทรทอง

Updated: Nov 1, 2019


ชาวบ้านผูกข้อต่อแขนให้ นิตยา ม่วงกลาง เพื่อเป็นกำลังใจ รูปภาพจาก : สำนักข่าวปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน


“มีเพื่อนที่เขาอยู่ข้างใน เขาก็ถามเราว่า ยากี่เม็ด ?

เราก็บอกว่าไม่ได้มาคดียาเสพติด มาคดีป่าไม้

เขาบอกว่าไปเก็บเห็ดในป่าแล้วโดนจับเหรอ ?

ส่วนใหญ่เขาก็จะถามแบบนี้ เพราะเขาไม่เคยรับรู้เรื่องคน ทำไร่ก็ติดคุกอะไรแบบนี้ “


ไกลออกไปจากตัวเมืองชัยภูมิตามเส้นทางหลวงหมายเลข 225 ที่วิ่งข้ามภูมิภาคระหว่างภาคอีสานและภาคเหนือตอนล่าง สองข้างทางรายรอบด้วยภูเขาและพันธุ์ไม้ แม้ฤดูนี้ธรรมชาติจะเป็นสีเขียวซีดเซียว แต่ปริมาณป่าไม้ที่พบเห็นที่มากกว่าจังหวัดอื่นๆก็เป็นเครื่องยืนยันว่า ผืนป่าที่นี่อุดมสมบูรณ์


จากตัวอำเภอหนองบัวระเหว หลังรถผ่านสภ.วังตะเฆ่ เลี้ยวขวาตรงซุ้มเฉลิมพระเกียรติ อย่างที่’เธอ’บอก ต้องจอดถามทางผู้คนละแวกนั้นอีกสองสามครั้งเพราะทางค่อนข้างซับซ้อน ก่อนยานพาหนะจะค่อยๆพาไปถึงหมู่บ้านซับหวาย จุดหมายปลายทางที่เรานัดพบ กบ- นิตยา ม่วงกลาง


หญิงสาวมาดมั่น แววตานักสู้ - ก่อนหน้าเราเคยพบกันในเรือนจำจังหวัดชัยภูมิ กำแพงสูงที่เธอต้องเข้าไปเผชิญชีวิต หลังผจญคดีบุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติไทรทอง คดีแรกศาลลงโทษจำคุก 4 เดือน อีกคดีศาลลงโทษ 8 เดือน ค่าปรับสองคดีรวมกันเกือบสองแสนบาท


วันนี้ต่างจากวันนั้น- ไม่มีการพูดคุยผ่านโทรศัพท์หลังกระจกใส ไม่มีใครมาคอยควบคุมเวลาและกำหนดเนื้อหาเจรจา เป็นโอกาสที่เราอยากมาสำรวจชีวิตของเธอ ชีวิตนักต่อสู้เรื่องสิทธิที่ดินทำกิน ในแบบฉบับเรื่องฉากและชีวิตของผู้ยากไร้ในอุทยานไทรทอง




จากป่าคอนกรีตปล่องควัน คืนรังมาตุภูมิแห่งชีวิต


คนสมัยก่อนถ้าที่ไหนมีความอุดมสมบูรณ์ หากินง่าย หาเลี้ยงครอบครัวง่าย ก็จะย้ายมาตามเครือญาติพี่น้อง คนส่วนใหญ่ที่นี่จะย้ายมาจากอำเภอจัตุรัส เช่นเดียวกับครอบครัวของนิตยา “เมื่อก่อนพี่เป็นคนอำเภอจัตุรัสแต่แม่พาย้ายมาหนองบัวระเหว ตั้งแต่ตอน 3 ขวบ เรามีพี่น้อง 5 คน เราเป็นคนที่ 3 ตอนนั้นน้องคนที่ติดกันยังไม่ได้เกิด น้องมาเกิดที่นี่ จนตอนนี้ก็อายุ 36 ก็อยู่ที่นี่มา 30 กว่าปี “

เธอบอกอีกว่าเฉพาะหมู่บ้านซับหวาย ตำบลห้วยแย้ มีไม่น้อยกว่า 30 ครัวเรือนแน่นอน แต่ด้วยชีวิตของเธอ แม้อยู่ที่นี่เรียนหนังสือที่นี่ แต่พอจบ ม.3 ก็ไม่ได้เรียนต่อ เพราะต้องไปทำงานที่กรุงเทพ และใช้ชีวิตในเมืองหลวงอยู่หลายปีที่นั่นทำให้เธอพบ ‘เก่ง’ช่างที่อู่ซ่อมรถคนหนึ่งที่พัฒนาความสัมพันธ์เป็นคู่รักถึงทุกวันนี้

“โรงงานแรกอยู่พระราม 2 ทำงานเยอะมาก ทำโอทีทุกวัน เป็นโรงงานของคนจีนที่ทอผ้าและเย็บสำเร็จส่งออก ถ้าคิดว่าให้กลับไปทำก็ยังทำได้อยู่ เป็นทักษะที่ติดตัวมา แต่หลังๆเขาน่าจะจำกัดอายุ เกิน 30 ปี เขาก็จะไม่ค่อยรับ เหมือนสายตาเราไม่ค่อยดีเหมือนตอนอายุน้อยกว่านั้น เพราะการปะผ้า ปะลายผ้ามันต้องใช้สายตามาก ความละเอียด ความประณีตด้วย แต่งานเราน้อยคนที่จะทำได้เพราะมันใช้ฝีมือ “ กระทั่งเธอ ไปทำที่บริษัทไทยศิลป์ ที่จังหวัดสมุทรปราการ บริษัทส่งออกเครื่องหนังขนาดใหญ่ที่มีพนักงานร่วม 4,000 คน กระทั่งถูกปิดไปตอนปี 2549 เพราะพิษเศรษฐกิจ นั่นเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้เธอตัดสินใจกลับบ้าน

กลับมาที่บ้านก็ทำไร่และรับจ้างเกี่ยวกับเกษตร เกี่ยวข้าว ทำไร่มัน เธอตั้งข้อสังเกตว่า พักหลังวัยรุ่นที่บ้านไม่ค่อยไปทำงานที่กรุงเทพแล้ว คนรุ่นๆเดียวกันก็กลับมาอยู่บ้านกันหมด เพราะในกรุงเทพฯ ค่าใช้จ่ายมันสูง


“เมื่อก่อนพี่เคยเช่าบ้านอยู่เดือนละ 1,200 บาท เดี๋ยวนี้ก็ 2,000 กว่าบาทแล้ว ข้าวเมื่อก่อนเรากินจานละ 10-15 บาท เดี๋ยวนี้ 40 บาทขึ้นไป “

นิตยาเล่าอีกว่า โดยมากคนที่นี่ก็มีลักษณะชีวิตเหมือนกันหมด คือหมดหน้าไร่ตัวเอง ก็ไปรับจ้างของคนอื่น สลับกันไป ถ้างั้นก็อยู่ไม่ได้ และชะตาชีวิตก็ขึ้นอยู่กับราคาผลผลิตด้วย อย่างสองปีที่แล้วที่เศรษฐกิจไม่ดี มันสำปะหลังราคาไม่ดี แค่หมุนเวียนใช้ไปในครอบครัว ก็แทบไม่เหลือเก็บเหลือใช้

“ที่พาแฟนมานี่เพราะคิดว่า น่าจะหากินง่ายกว่า ที่บ้านแฟนที่อำเภอหนองปรือ กาญจนบุรี ก็จะร้อนแล้งกว่า และเขาก็ทำไร่อ้อย แต่ตอนนี้บ้านเขาถูกเวนคืนที่ดินเพราะว่าทำอ่างเก็บน้ำห้วยกระพร้อย บ้านที่เขาเคยอยู่ตอนเราไปเยี่ยมปีที่แล้วน้ำก็ท่วมหมดแล้ว เราก็เลยไม่ไปอยู่ที่นี่ดีกว่า”




นิตยา ม่วงกลาง กำลังพูดคุยกับเจ้าหน้าที่กรมอุทยาน เกี่ยวกับพื้นที่ และปัญหาจากนโยบายคำสั่ง คสช.ที่ 66/57 รูปภาพจาก : สำนักข่าวปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน


2557 การมาถึงของนโยบาย ที่รุกคืบแผ่นดินทำกิน


"เรารู้เรื่องตอนแรกจากเจ้าหน้าที่ป่าไม้เขาเอาหนังสือมาบอกว่า รัฐบาลมีนโยบายทวงคืนผืนป่า เขาก็มาประชาคมชาวบ้านที่เทศบาลตำบลห้วยแย้ ว่าจะมาขอให้ชาวบ้านคืนพื้นที่ เพื่อเพิ่มผืนป่า ทีนี้เราก็ไม่ได้สนใจว่ามันจะกระทบกับเรา เพราะเราไม่ใช่ผู้บุกรุกใหม่เห็นพ่อแม่ทำกินที่นี่ตั้งแต่เด็กๆ และเราก็สืบทอดทำกินมานานหลายสิบปีแล้ว ตอนนั้นเราไม่รู้เรื่องกฎหมาย ไม่ได้สนใจเรื่องแบบนี้ เพราะว่าที่ผ่านมาเราทำกินมาปกติ กระทั่งเขามาทำความเข้าใจกับชาวบ้านอีกครั้งในช่วงปลายปี 2557 "

พอต้นปี 2558 เริ่มมีการติดหมาย ให้ออกจากพื้นที่ภายใน 30 เมษายน 2558 เขาใช้กระดาษติดตามหมู่บ้าน ไม่ใช่แค่พื้นที่เราแต่เป็นพื้นที่อื่นๆด้วย และหากไม่รื้อเองจะมารื้อให้ตามกฎหมายที่เขาอ้างมา ตอนนั้นเราก็ยังไม่ได้สนใจอะไรอีก พอมันมีแบบนี้มาชาวบ้านก็เริ่มรวมกลุ่มกัน คุยกันว่าจะทำยังไง เพราะบางคนอยู่บนภูเขาไม่ได้มีบ้านที่ข้างล่างเหมือนเรา หนำซ้ำไม่มีไฟฟ้าหรือปะปาใช้ ลำบาก และไม่มีที่รองรับว่าจะให้ไปอยู่ที่ไหน

กระทั่งเดือนเมษายน 2558 เจ้าหน้าที่ขึ้นไปไร่ ไปเจอแม่เธอ เลยทำปฏิบัติการขอคืนพื้นที่กับแม่ ซึ่งแม่เธอเป็นคนเซ็นเอกสารคืนพื้นที่ให้ เซ็นแทนทั้งหมด ของนิตยา 10 ไร่ แล้วก็มีของน้อง ของพี่สาว และของแม่ 4 คน

" พื้นที่อุทยานไทรทองเขาต้องการ 15,000 ไร่ เราก็ไม่คิดว่าจะเป็นพื้นที่ของเราด้วย เพราะเขาพูดถึงคำว่าผู้บุกรุกใหม่ ซึ่งมันไม่ใช่เรา วันนั้นเขาเอากระดาษเปล่ามาให้แม่เซ็นด้วย ที่แม่ยอมเซ็นเพราะว่ากลัวว่าจะไปขุดมันเหมือนเดิมไม่ได้ ก็เลยยอมเซ็นไป กลัวว่าลูกจะเก็บเกี่ยวผลผลิตไม่ได้ " นิตยากล่าวย้ำถึงเหตุวันนั้นอยากช้ำอกช้ำใจ





ช่วงชีวิตที่ไม่คุ้นเคย คดีความ ชั้นศาลและการปฏิเสธ


"หลังการอ่านคำฟ้องยาวๆให้ฟัง ศาลถามว่าจะต่อสู้คดีหรือว่ารับสารภาพ เราก็บอกว่า ให้การปฏิเสธและจะต่อสู้คดี ศาลก็ถามว่าจะสู้คดียังไง ? เราก็บอกว่า เราคิดว่าเราไม่ได้บุกรุก ศาลถามว่า รู้ไหมว่าถ้าไม่มีเอกสารสิทธิ์ ตาม พรบ.กฎหมายที่ดิน ถือเป็นผู้บุกรุกแล้วจะเอาอะไรมาสู้ ? เราก็บอกว่า เอาข้อเท็จจริงที่เราไม่ได้บุกรุกมาต่อสู้ และปัจจุบันมีกระบวนการแก้ไขปัญหาอยู่ ตั้งแต่ก่อนที่เราจะเกิดคดี จนถึงทุกวันนี้ แล้วศาลก็บอกว่า เรียนจบอะไรมา ทำไมรู้ ? เราก็บอกว่า ไม่ได้เรียนหนังสือค่ะ รู้เพราะว่ามันเจอกับตัวเอง มันเป็นสิ่งที่เราต้องเรียนรู้ "

นิตยาเล่าว่า เธอถูกออกหมายเรียกก่อน จากสภ.วังตะเฆ่ นั่นเพราะมาจากอุทยานฯร้องทุกข์กล่าวโทษ ตอนช่วงเมษายน ปี 2559 โดยสามคดีแรก มีเธอ แม่(ทองปั่น ม่วงกลาง) กับน้องสาว(นริศรา ม่วงกลาง) จากนั้นก็เริ่มมีชาวบ้านทยอยโดนอีก 11 คนในลักษณะเดียวกัน ขณะโดนหมายเรียกเธอก็โทรหาทนายความ ทางนั้นก็บอกให้ไปรับทราบข้อกล่าวหา ถ้าไม่ไปเธอจะลำบากตอนยื่นหลักทรัพย์ประกันตัว

กระทั่งคดีถึงชั้นอัยการและส่งฟ้องต่อศาลจังหวัดชัยภูมิ นิตยาขอใช้กองทุนยุติธรรมในการขอประกันตัว จากนั้นใช้เวลาเป็นปีถึงจะเข้าสู่กระบวนการศาล ในชั้นสืบพยานช่วงต้นปี 2561 เป็นอีกช่วงเวลาที่เธอและชาวบ้านซับหวายที่โดนคดีต่างพบช่วงเวลายากลำบาก

" ระยะทางจากนี้ไปตัวจังหวัด 80 กว่ากิโลเมตร ช่วงนั้นต้องไปศาลบ่อยมาก เพราะมีทั้งวันสืบพยานโจทก์ สืบพยานจำเลย อย่างพี่มี 2 คดี ก็ต้องไปถึง 4 วัน แต่ตอนนั้นใช้เวลาอยู่กับพี่ทนายร่วม 4 เดือน จนเขามาเช่าบ้านที่ชัยภูมิไว้ 3 เดือน เราก็ไปขอพักอยู่ที่นั่นด้วย ทุกคนกลัวการขึ้นศาล เราสังเกตได้เวลาขึ้นสืบพยาน เวลาศาลถามจะกลัวมาก วันแรกไปถึงที่เป็นการนัดพร้อมสอบคำให้การ ก็ไปกันทั้ง 14 คนเลย ทนายความยังมาไม่ถึง หัวหน้าศาลถามว่าใครเป็นตัวแทนชาวบ้าน พี่ก็ลุกขึ้น ใจเต้นโครมคราม กลัวพูดอะไรไม่ถูก "

นิตยาเล่าบรรยากาศระหว่างสืบพยานที่ศาลจังหวัดชัยภูมิว่า พยานก็จะใช้คนแก่ชาวบ้านที่อยู่บริเวณนั้นมานาน 1 คน ที่เป็นคณะทำงานร่วมกับจังหวัดที่แก้ไขปัญหาร่วม 1 คน และตัวจำเลยเองอีก 1 คน จะใช้แค่ 3 ปาก ที่เหลือเป็นพยานเอกสารที่มีไม่น้อยเลย แต่แค่สืบ 3 ปาก บางคดีก็ใช้เวลาถึงค่ำมืด


‘เกิดมามีกรรม แต่ความเป็นธรรมบกพร่อง’


เมื่อพูดถึงคำพิพากษาทีไร นิตยาบอกว่านึกถึงเสื้อตัวหนึ่งที่เคยใส่ไปศาลฟังการพิจารณาคดีคนอื่นแล้วเขาไม่ให้เข้าเสื้อตัวนั้นสกรีนว่า เกิดมามีกรรม แต่ความเป็นธรรมบกพร่อง ก่อนหน้าเธอเคยใส่มันในการเคลื่อนไหว 15 พฤษภาคม 2562 คือวันชี้ชะตาหลังศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกและได้ประกันตัวในชั้นอุทธรณ์

“วันนั้นไปจากบ้านซับหวายนี่เลย และเหมารถไปด้วยกัน วันนั้นฟังคำพิพากษาคนเดียว และเป็นคนแรกของคำพิพากษาอุทธรณ์ จำได้ว่าเรายื่นอุทธรณ์ไปแค่ 1 เดือน กับอีก 25 วันศาลก็ตัดสินแล้ว เราก็คิดในใจว่าเขาอ่านเอกสารเราหรือเปล่าทำไมตัดสินไว เราก็คิดว่าต้องลงดาบแน่นอน เราก็คิดไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าต้องมีการเชือด”

เธอคิดหลายเรื่อง คิดถึง 13 คนที่เหลือที่ต้องติดคุก คิดถึงค่าใช้จ่ายระหว่างนี้ และคิดไปถึงคนที่อยู่ข้างนอก วันนั้นศาลนัดไป 9 โมง พอเห็นคนมาเยอะ เห็นนักข่าวมา เขาก็เร่งอ่านคำพิพากษา ทุกคนต่างประเมินว่าไม่น่าโดนจำคุก และคดี พ.ร.บ.ป่าไม้ มันเป็นวิถีการทำกิน หาเลี้ยงชีพ ไม่คิดว่าจะต้องคิดคุก และไม่น่าจะเลวร้ายถึงขั้นเข้าไปอยู่ในเรือนจำ

“พอศาลอ่านคำพิพากษาไปบรรทัดแรกเราคิดในใจเลย ถ้าเอาคำเบิกความขึ้นอ่านคำแรกนี่ พิพากษายืนแน่นอน เราก็รู้อยู่แก่ใจ เพราะก็เคยเห็นมาก่อน ยิ่งตอนช่วงหลังที่มาคดีตัวเองที่ศาลชัยภูมิ ทำให้เห็นคดีอื่นๆด้วย ว่าเขาตัดสินยังไง เช่น คดียาเสพติด เขาก็จะถามเราเหมือนกันว่าเราโดนคดีอะไร คดี พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ แล้วเราก็สังเกตจากการสืบพยานโจทก์ พยานจำเลย การถามค้านของอัยการ ก็สังเกตจากตรงนี้ ว่าก่อนหน้ากระบวนการเรามีจุดเด่นจุดด้อยยังไง แต่สิ่งที่เราเห็นชัดคือเอกสารที่มาจากเรา มันไม่ค่อยมีน้ำหนักเท่าเอกสารแผ่นเดียวของโจทก์เลย บางอย่างเราก็อดคิดไม่ได้ว่า ทำไมเอกสารราชการแค่แผ่นเดียว แต่มันก็ไม่ครบถ้วนทำไมมันมีน้ำหนักเหลือเกิน แต่ของเราเป็นเอกสารที่ยืดเยื้อยาวนาน ทำไมมันไม่มีน้ำหนักพอที่เขาจะหยิบยกขึ้นมาอ่านในคำพิพากษาบ้าง “

พออ่านคำพิพากษาเสร็จ ทุกคนเศร้ามาก พี่น้องทุกคนร้องไห้เลย เรามองออกไปจากข้างนอก ประมาณ 40 คนที่ร้องไห้ แต่เราไม่ร้อง เพราะถ้าข้างนอกร้องข้างในจะไม่ร้อง เราก็พยายามยกมือว่าเรายังไหว เรายังอยู่ตรงนี้ แล้วทีนี้ พี่ทนายเขาก็มาคุยว่ามันจะมีกระบวนการฎีกาที่จะใช้เวลา1 เดือน แต่รู้อยู่แก่ใจว่าเขาไม่ให้ฎีกาแน่นอน

“พี่ทนายไม่ต้องปลอบใจหนูหรอก หนูพอรู้อยู่แล้วว่าเขาจะไม่ให้ฎีกา” เพราะเธอรู้เธอศึกษาไปถึงกฎหมายราชฑัณฑ์ กองทุนยุติธรรม หรือเรื่องสิทธิผู้ต้องขัง แต่พอพูดกับชาวบ้านเธอบอกเพียงว่า ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวก็ได้ประกันออกมา

“เราก็คิดนะว่าทำไมศาลไม่มองเอกสารหลักฐานของทางเราบ้าง และมีบางรายที่น่าให้บรรเทาโทษมาก เช่นคนแก่อายุ 70 ปี อะไรแบบนี้ คือเขาไปอยู่ในนั้นมันไม่เป็นประโยชน์เลย น่าจะรอลงอาญาได้ แต่ศาลก็ตัดสินแล้วเราก็ยอมรับคำตัดสิน แล้วก็สู้กันต่อไป จนนาทีสุดท้ายของศาลฎีกาที่จะสิ้นสุดการต่อสู้ "




ผลจากนโยบาย 'ทวงคืนผืนป่า' ตามคำสั่ง คสช. ฉบับที่ 64/2557 และ 66/2557 ทำให้เกิดคดีพิพาทระหว่างชาวบ้านซับหวาย จ.ชัยภูมิ และอุทยานแห่งชาติไทรทอง ส่งผลทำให้ 14 ชาวบ้านถูกศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตัดสินจำคุกและปรับ หลังไม่ยอมย้ายออกจากที่ดิน และถูกฟ้องข้อหาบุกรุกที่ดินในเขตอุทยานแห่งชาติ รูปภาพ : สำนักข่าวปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน

ทรงจำ เรือนจำชัยภูมิ


นิตยาย้อนพูดถึงชีวิตก่อนเข้าเรือนจำ เธอไม่ได้มีอะไรเตรียมใส่เข้าไป ก็มีผ้าถุงผืนเดียว และรองเท้า 1 คู่ พอเข้าไปถึงทางนั้นเขาก็ตรวจ ว่ามีอะไรเข้าไป กระทั่งก็มีเพื่อนนักโทษที่อยู่ข้างใน ถามเว่า ยากี่เม็ด ?

“เราก็บอกว่าไม่ได้มาคดียาเสพติด มาคดีป่าไม้ เขาบอกว่าไปเก็บเห็ดในป่าแล้วโดนจับเหรอ ? “

ส่วนใหญ่คนในคุกจะถามแบบนี้ เพราะเขาไม่มีความรับรู้เรื่องว่า ทำไร่ก็ติดคุกอะไรแบบนี้ เป็นคดียาเสพติด 90 % เลยก็ว่าได้ ที่เหลือเป็นคดีฉ้อโกง คดีลักทรัพย์ แต่ของนิตยามาแปลกว่าเพื่อนเลยคือคดีป่าไม้ เขาถามว่าติดกี่ปี เพราะส่วนใหญ่ที่นี่นักโทษที่ติดคุก จะติดเป็นปี เราก็บอกว่า ตัดสินแล้วคดี 4 เดือน เขาก็บอกว่า ทำไมโทษน้อยแท้

“เราก็บอกว่าคดีป่าไม้มันโทษไม่เยอะ อย่างผู้คุมเขาก็มาบอกว่า คดีเตะตอกล้วยก็ได้เข้ามาอยู่ในนี้เนาะ คือคนในเรือนจำเขาจะรู้จักเราจากข่าว และก็ทำเป็นแฟ้มประวัติเลย ก็ส่งผู้ตรวจการกระทรวงยุติธรรม รองอธิบดีกรมราชฑัณฑ์มาเยี่ยมเราเลย มาถามเราเลยว่า มีใครกลั่นแกล้งไหม นอนกับใคร นอนติดใคร ถูกพัดลมไหม กินข้าวอร่อยไหม ? “

วันทั้งวัน 24 ชั่วโมง ก็คือตื่นตีห้า กินข้าว และทำงานในโรงเบเกอรี่

“ ตอนที่อยู่ในเรือนจำเรากังวลกับคนข้างนอกมากกว่า หนึ่ง คนข้างนอกจะลำบาก ครอบครัวเราจะต้องลำบาก พ่อจะอยู่ยังไง เพราะว่าครอบครัวเราติดคุกหมดเลย เราคิดว่าพ่อเรา แฟนเรา เขาต้องทำงานหนักเพราว่าทำไร่คนเดียวแล้วต้องมารับผิดชอบในครอบครัวอีกแล้วก็ลูกอีก เราคิดกับเขามากกว่า เขาบอกว่าเขาทำใจไม่ได้ แล้วก็ไม่รู้จะพูดอะไร เขาจะไม่พูดเลย เรามองเห็นแบบนั้นเราอึดอัด เราก็บอกว่าไม่ต้องคิดอะไร ก็คือว่าถ้าทำใจไม่ได้ก็ไม่ต้องมาเยี่ยม ถ้าวันไหนที่ทำใจได้แล้วค่อยมา เพราะว่าเรารู้เราสงสารเขา จากนั้นมาอีกประมาณหนึ่งเดือนครึ่ง เขาถึงจะมาเยี่ยมเรา เราเข้าใจว่าเขาก็คงทำใจไม่ได้ แล้วก็งานที่เขาต้องทำมันเยอะ เขาต้องรับผิดชอบเรื่องไร่ งานขับเคลื่อนที่เขาต้องไปอีก เราเข้าใจ คือเขาทำใจไม่ได้ที่เห็นเราใส่ชุดแบบนั้นออกมา บอกว่าไม่อยากมองเลย เขาบอกว่าถึงเราจะยิ้มแต่เขารู้จักเราดี เขาบอกว่าเราจะไม่พูดอะไรทำให้คนข้างนอกไม่สบายใจ แน่นอน เขาก็จะคิดมาแบบนี้ จนกระทั่งวันที่ได้ประกันตัวออกมาสู้คดีฎีกาก็เป็นเขาที่รีบขับรถจากบ้านมารับกลับไป “

ข้อยกเว้นสำหรับผู้ยากไร้ ?


นิตยาบอกว่า มันจะมีคำที่เขาใช้ประจำ คือเป็นข้อยกเว้น ของคนที่โดนทวงคืนผืนป่า “ยกเว้นยกเว้นแก่ผู้ยากไร้” เมื่อถามว่าคิดยังไงกับคำนี้ นิตยาตอบว่าคิดว่ามันไม่มีจริง คำว่าคนจนผู้ยากไร้ อย่างรัฐบาลเองออกบัตรคนจนมาคนที่ถูกดำเนินคดีนี้ มีบัตรคนจนทุกคนนะที่อายุเยอะ ๆ เวลานำสืบ สืบให้เห็นว่าเป็นคนจนคนยากไร้ แต่ศาลไม่มอง

สิ่งที่ชี้ให้เห็นเป็น “ผู้ยากไร้เหมือนกัน” คือเราไม่มีที่ดินทำกินอื่น เรามีที่ดินทำกินแค่ที่ถูกจับนี้ แล้ววิถีการทำกิน คือ เพื่อเลี้ยงชีพ การทำมาหากินของเราเพื่อเลี้ยงชีพ ไม่ได้เพื่อเป็นนายทุน หาเงินได้จากการทำไร่ที่ทำตรงที่เป็นคดี ก็มาใช้จ่ายในครัวเรือน มาใช้จ่ายให้ลูกไปโรงเรียน ให้พ่อแม่อะไรอย่างนี้

อันนี้ มองว่ารัฐเอง นโยบายกับวิธีปฏิบัติยังขัดแย้งกันอยู่ เขาพยายามผลักดันให้ไม่มีคนเร่ร่อนในกรุงเทพฯ แต่เนี่ยรัฐกำลังจะพยายามทำให้คนที่อยู่ในป่า เข้าไปเร่ร่อนในกรุงเทพเพราะไม่มีที่ดินทำกิน เพราะไม่มีที่อยู่อาศัย อันนี้คือสิ่งที่เห็นได้ชัด คือ คณผลักดันเราออกจากที่ แต่ว่าคุณพยายามที่จะทำให้คนกรุงเทพฯไม่เป็นคนเร่ร่อน แต่เนี่ย คุณกำลังทำการผลักดันให้เราเข้าไปอยู่ในเมือง กลายให้เราเป็นคนเร่ร่อน

พี่ไม่ได้ไปทำนะสวัสดิการของรัฐ เพราะว่า มองว่าตัวเองยังทำมาหากินได้ รับจ้างรายวันกินได้ ไม่เอาภาษี ขอให้เอาภาษีตรงนี้ไปให้กับคนที่ทำมาหากินไม่ได้จริง ๆ ยังจะดีกว่า เรามองแบบนี้ คือครอบครัวเราจะมีแม่ที่ทำกินไม่ไหวจริง ๆ ให้ไปลงสวัสดิการรัฐ แต่พวกเรา 4-5 คนที่ยังอายุน้อย ๆ เรายังไม่ลงนะ เรามองว่าเรายังทำมาหากินได้ งานก่อสร้างเราทำได้อยู่แล้ว ไม่ต้องกลัวว่างานอะไรเราทำไม่ได้ ทำได้หมดอยู่แล้ว



ใต้ถุนบ้านของนิตยา ม่วงกลาง


“จะกี่ปีคุณก็ผลักดันคนออกจากป่าไม่ได้อยู่แล้ว”


ตอนนี้ก็พร้อมกับความเสี่ยงทุกประการอยู่แล้ว ที่สุดแล้วถ้าเราไม่สู้เราก็ไม่มีที่ไป ถ้าเราไม่สู้สังคมก็จะไม่รู้ว่ามันมีคนอยู่ในป่า ถูกจับดำเนินคดีเพราะทำไร่ ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่เคยถูกจับมาก่อน แต่มาถูกจับเพราะเรื่องแบบนี้ ติดคุกเพราะมีที่ดินแค่นี้ อยากให้สังคมมองว่าจริงๆคนอยู่ในป่า หากินรับจ้างได้แค่วันละ 200 บาท แต่คนในเมืองมีค่าแรงขั้นต่ำนะ อย่างปีนี้ทำไร ค่อนข้างแล้ง เราทำไปเราก็รู้ว่าขาดทุนอยู่แล้ว ความโชคดีคือเราเก็บผัก หาของป่ากินได้ ไม่ต้องใช้เงินซื้อทุกวัน ถ้าเราจะไปอยู่ที่อื่นก็ไม่มีที่ดิน พ่อแม่เราอีก มันจะกลายเป็นปัญหาสังคมต่อไป


ถ้ามีข้อตกลงร่วมกันแผนทำงานที่ดีร่วมกันมันก็อยู่ได้ ที่ผ่านมาเราก็พิสูจน์เห็นแล้วว่าคนอยู่ร่วมกับป่าได้ เพราะการทำกินในป่ามันก็อยู่ในนั้น

ครอบครัวก็ยังพร้อมจะสู้จริงๆแฟนเราเองก็ห่วง เขาไม่อยากให้ไปไหนมาไหนคนเดียว อย่างพื้นที่เอง บนไร่เราข้างบน โอกาสที่จะเจอเจ้าหน้าที่อุทยานที่เป็นโจทก์ก็มีสูง เพราะเขาไม่ชอบเราอยู่แล้ว แต่สถานการณ์ความจำเป็นมันทำให้ต้องไป เราทำไร่ทุกวัน แล้วในช่วงที่เราต่อสู้อย่างตอนบิลลี่หายไป ที่ต่อสู้ลักษณะคล้ายๆกันแฟนเราก็เป็นห่วงเรื่องนี้ ด้วยความเป็นผู้หญิง การที่เขาจะเอาเราไปทำอะไรโดยไม่ให้คนอื่นรู้ มันทำได้ไม่ยาก แต่กับเรามองว่าอะไรจะเกิดมันก็เกิดนั่นแหละ เราเดินมาสายนี้แล้วมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้ามาคำนึงแต่ความปลอดภัยตัวเองแล้วมันจะไปต่อไม่ได้ เราคิดอย่างนี้มากกว่า เอาหัวใจหลักคือประเด็นการทำงานมาอันดับแรก ความปลอดภัยไว้ที่สอง อย่างลูกชาย เขาก็รู้ว่าเราต่อสู้และกังวลใจ เขาเห็นว่าเราไม่มีเวลาอยู่กับเขา กับครอบครัวเลยตั้งแต่เรามาทำงานตรงนี้ เวลาส่วนใหญ่คือการทำงาน แล้วก็ทำไร่ ไม่มีเวลาที่จะพักผ่อนเลยเมื่อไหร่แม่จะเลิกทำงานแบบนี้ เมื่อไหร่เรื่องจะจบ เมื่อไหร่แม่จะเลิกอดนอน และพ่อจะไม่ได้อดนอนเพราะขับรถไปส่งแม่ อะไรแบบนี้ ตอนนี้เขาก็ไปอยู่บ้านแม่ เพราะเราไม่มีเวลาดูแล เขาต้องไปอยู่กับตากับยาย

แต่เขาก็ให้กำลังใจเรานะ จะบอกเสมอว่าไม่มีอะไรที่แม่ทำไม่ได้ แม่ผ่านมาเยอะแล้ว แม่เราเก่งอยู่แล้ว เพื่อนของเขาจะถาม ครูของเขาจะถามเสมอๆ แม่มึงเป็นจั่งซั่นจั่งซี้เบาะ ? เขาจะบอกว่าแม่เราไม่กลัวอะไรอยู่แล้ว .. #theisaander #isaander #isaan #ทวงคืนฝืนป่า #อุทยานไทรทอง #ไร้ที่อยู่ #ร่างที่ทำกิน #มาตุภูมิหายสาบ #เฮาบ่แม่นคนบ่ #ยิดที่ชาวบ้านแจกนายทุน #นิตยาม่วงงาม #พ่อเด่น #ชัยภูมิ


360 views

© 2023 by Glorify. Proudly created with Wix.com