• The Isaander

รีวิวความดีปี 2564 ของรัฐบาลประยุทธ์



ต้องยอมรับว่า ปี 2564 เป็นปีที่ยากลำบากสำหรับคนไทยหลายคน เพราะต้องเจอหลายปัญหาถาโถม สาดซัดเข้าใส่ไม่ขาดสาย เริ่มจากโควิด-19 ที่ยังแพร่ระบาดไม่มีทีท่าว่าจะหยุดหย่อน, ปัญหาเศรษฐกิจที่บ่มเพาะก่อตัวจากมาตรการป้องกันโรคอันยาวนาน จนกัทุนรอนร่อยหรอ และปัญหาอื่นอีกนานับประการ


แต่ในโชคร้าย ยังมีโชคดี ที่ประเทศไทยยังมีรัฐบาลลุงตู่ ที่พร้อมจะอยู่เป็นนายกฯ นำรัฐนาวาจนถึงปี 2570 และในขณะที่พวกสื่อเสี้ยมคอยแต่ตั้งฉายาร้ายๆให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ และคณะ หมู่เฮาอีสานเด้อ จึงขอย่องยอ สรรเสริญ ผลงานตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาของลุงตู่ และหมู่คณะ เพื่อให้พวกท่านได้มีกำลังใจในการทำงานต่อไปเรื่อยๆ


สิ่งที่ต้องขอชื่นชมเป็นอย่างแรก และเรียกได้ว่าเป็นคุณสมบัติพิเศษกว่ารัฐบาลไหนๆ คงหนีไม่พ้น ความเข้มแข็งของผิวหน้าคนในคณะรัฐมนตรีชุดนี้ เพราะแม้จะมีเสียงด่าทอ ต่อว่า ขับไล่จากทั้งวัยรุ่งและวัยทอง ล้นหลามเพียงใด แต่พวกเขายังคงยืนหยัดอยู่ในตำแหน่งได้โดยไม่สะทกสะเทือน


เรียกว่า ประสิทธิภาพผิวหน้าของคณะรัฐมนตรีชุดนี้ มีประสิทธิภาพดีไม่ต่างจากวัสดุที่ NASA ใช้ทำตัวถังยานอวกาศ ที่แม้มันจะต้องเจอกับแรงเสียดทานของชั้นบรรยากาศ อุกกาบาต หรือเศษดาวเคราะห์ ก็ไม่บุบสลาย เช่นเดียวกับใบหน้าของ พล.อ. ประยุทธ์ และคณะที่ไม่ว่าจะถูกต่อว่าด้วยคำว่า “ไอ้เหี้ย” “ไอ้สัส” เพียงใด ก็ไม่เคยสึกกร่อน ร่อนหลุด ยอมลาออก หรือยุบสภา


เมื่อมองถึงการบริหารจัดการสถานการณ์โควิด-19 เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่เด่นชัดของปีนี้ และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของรัฐบาลอย่างที่สุด ทั้ง การเปิด-ปิด-ปิด-เปิด ร้านอาหาร-สถานบันเทิง คล่องแคล่วระดับกล้ามเนื้อหูรูด รูทวาร, การพลิกสถานการณ์จากประเทศที่ควบคุมการแพร่ระบาดได้อย่างยอดเยี่ยม สู่การพุ่งขึ้นของตัวเลขผู้ติดเชื้อในอัตราเร่งเดียวกับราคาเหรียญ KUB และความพยายามพัฒนาประสิทธิภาพวัคซีนเชื้อตายด้วยกลยุทธ์การประชาสัมพันธ์ ผลงานเหล่านี้เองได้ยืนยันแล้วว่า รัฐบาลชุดนี้ยอดเยี่ยมเพียงใด


และสำหรับประเด็นสาธารณสุข คนที่ต้องรับความดีความชอบนี้ คงหนีไม่พ้น ลุงหนู-อนุทิน ที่แม้ตลอดปีจะถูกล้อมากกว่าถนนมิตรภาพ แต่จิตใจของท่านก็ยังแข็งแกร่งดุจหีผา ไม่ยอมหนีปัญหาที่อยู่ตรงหน้า และยังมั่นใจที่จะเอ่ยคำว่า “กระจอก” ซ้ำๆ ตั้งหลายที


การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เป็นอีกประเด็นที่ต้องชื่นชม เพราะในชีวิตผู้เขียน สารภาพเลยว่าไม่เคยเห็นรัฐมนตรีที่มาจากคณะรัฐประหารรัฐบาลใดเข้าใจนิยามของประชาธิปไตยเท่ารัฐบาลลุงตู่อีกแล้ว ต้องยอมรับว่า ลุงตู่ไม่เคยเลยสักครั้งเดียวที่จะบอกว่า เขาไม่ฟังประชาชน ไม่เคยยอมรับเลยสักครั้งเดียวเมื่อถูกกล่าวหาว่าเป็นเผด็จการ ซ้ำยังยืนยันหนักแน่นมาโดยตลอดว่า ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย แม้จะพ่วงท้ายด้วยคำว่ามีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข


ข้อยืนยันแรกในเรื่องนี้ คือ การปิดช่องแสดงความคิดเห็นบนเฟซบุ๊คแฟนเพจ “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เพื่อรับฟังเสียงจริงๆของประชาชน ไม่ใช่แค่ตัวอักษรของชาวเน็ต ข้อยืนยันข้อถัดมาคือ เมื่อแว่วเสียงว่า ผู้ชุมนุมจะมุ่งหน้าไปหาท่านที่บ้านพักหลวง ลุงตู่ยังต้อนรับขับสู้ สู้ สู้ อย่างดีด้วยตู้คอนเทนเนอร์ และเจ้าหน้าที่เต็มกำลัง รวมถึงเมื่อชาวบ้านจากจะนะมาหาที่ทำเนียบรัฐบาล ลุงตู่ได้ให้เจ้าหน้าที่พาพวกเขาไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัยมากกว่าริมถนน คือในโรงพักของตำรวจ


โดยนอกจากจะขยันฟังเสียงประชาชนแล้ว ที่น่ายกนิ้วให้ คือ ลุงตู่ยังเผื่อแผ่การรับฟังไปถึงสัตว์น้อยใหญ่ เพราะ หากท่านเห็นเมื่อไหร่เป็นต้องเข้าไปพูดคุย ถามสารทุกข์สุขดิบ จนผู้เขียนอดคิดไม่ได้ว่า ลุงท่านน่าจะมีทักษะด้านภาษาศาสตร์สัตว์ ไม่ด้อยไปกว่าทักษะภาษาอังกฤษที่เก่งกาจอยู่แล้วของท่านเอง


เรื่องความโปร่งใส แน่นอน ไม่พูดถึงเรื่องนี้ไม่ได้ เพราะเป็นอีกทีเด็ดที่รัฐบาลสามารถนำไปอวดชาวโรคอย่างไม่อายใคร เพราะเป็นรัฐบาลที่โปรงใสไม่แพ้ให้น้ำในคลองแสนแสบ ทั้งการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของลุงตู่เอย การเปิดรายละเอียดคดีนาฬิกาเพื่อนของลุงป้อมเอย การเปิดสัญญาซื้อขายวัคซีนของลุงหนูเอย ล้วนสะท้อนความใจซื่อ มือสะอาด ของคณะลุงคณะนี้เป็นอย่างกี


ความยุติธรรม ก็เป็นอีกผลงานอันสุดยอดแห่งปี โดยเราต้องเผื่อแผ่คำชื่นชมไปถึง บุคลาการในกระบวนการยุติธรรม เช่น ศาล, อัยการ และตำรวจ ด้วย เพราะเขาเหล่านั้นล้วนเป็น บุคลากรสำคัญที่เราสามารถชื่นชมได้โดยไม่อายสุนัข ทั้งจากความขยันขันแข็งในการเข้นความจริงจากผู้ต้องสงสัยของตำรวจระดับผู้กำกับ, ความเคร่งเครียดดำเนินการเรื่องทายาทเครื่องดื่มชูกำลังขับรถชนตำรวจตาย, ทั้งความมุมานะในการสลาย จับกุม ดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมทางการเมืองที่ไม่มีอาวุธ และการใช้กฎหมายสารพัดกฎหมายเพื่อไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 จากการชุมนุม


ผลงานแน่นขนาดนี้ เราจึงอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าขาดพวกเขาแล้วพวกเราจะอยู่อย่างไร เพราะ ถ้าเปรียบประเทศไทยเป็นเป็นมนุษย์ อัยการ และตำรวจน่าจะเป็นอัณฑะซ้ายและขวา ส่วนศาลนั้นหนาก็น่าจะไม่พ้นองค์ชาติ เรียกว่า เป็นอวัยวะสำคัญที่พร้อมจะเข้มแข็งในยามที่รัฐบาลต้องการ และพร้อมจะสืบพันธุ์อำนาจให้กับรัฐบาลในเวลาที่ลุงตู่มีอารมณ์


แน่นอนที่สุด และลืมไม่ได้ คือ ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะนี่คืออีกหนึ่งองค์กรยุติธรรมที่ควรได้รับคำชมไม่น้อยไปกว่ากัน ด้วยประสิทธิภาพในการปกป้องรัฐธรรมนูญดุจสุนัขเฝ้าบ้าน การตีความกฎหมายที่บริสุทธิ์ผุดผ่องไม่ต่างจากแป้งในการครอบครองของร้อยเอกธรรมนัส


การตีความ “ข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันพระมหากษัติรย์” ให้เท่ากับ “การล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ถือเป็นนวัตกรรมด้านความยุติธรรมที่สากลต้องทึ่ง การพลิกแพลงทะแยงลิ้นของตุลากรในการอ่านคำวินิจฉัยยังทำให้ ครูภาษาไทยทั้งประเทศ และนักภาษาศาสตร์ทั่วโลก ต้องตกตะลึง ยิ่งหากได้อ่านคำวินิจฉัยรายบุคคลของตุลาการแล้วนั้น เรียกได้ว่า รางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม คงไม่กระเด็นไปที่อื่น


ทั้งหมดที่ท่านได้อ่านมาข้างต้น เป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆของผลงานที่รัฐบาลประยุทธ์ และองควยพยพ ได้สร้างไว้ให้คนไทยได้ชื่นชม และเราเชื่อแน่ว่า ปี 2565 ลุงตู่และคณะจะยังไม่หยุดทำให้ท่านต้องทึ่งในประสิทธิภาพ ศักยภาพ ทุพพลภาพ ของพวกเขา โปรดหายใจเอาไว้ และรอติดตามผลงาน


บทความ และภาพ : สมชาย แซ่ฟาด / นักเขียนหนุ่มลูกครึ่งลาว-จีน ผู้มีใจรักประชาธิปไตย และกองทัพ กลองเพล และลองกอง


ฝากติดตาม ดิ อีสานเด้อ ในช่องทางต่างๆ เว็บไซต์ www.theisaander.com เฟซบุ๊คแฟนเพจ https://www.facebook.com/theisaander อินสตาแกรม www.instagram.com/theisaander ทวิตเตอร์ twitter.com/TIsaander และกลุ่ม www.facebook.com/groups/theisaander


ปี 2565 นี้ ดิ อีสานเด้อ สัญญาว่า จะผลิตผลงานให้ทุกท่านได้อ่านอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ชิ้นไม่ขาดหายไปแน่









15 views0 comments