
โฆษณา
เคล็ดลับการปลูกข้าวในปีที่แล้งคืออะไร ?
“ไม่มีเคล็ดลับหรอก ผมจำได้ว่าปีที่ผมชนะ นั่นมันก็แล้งนะ ที่ผมทำคือ พยายามเตรียมดินให้ดี เลือกเมล็ดพันธุ์ให้ดี ผมทำแปลงเมล็ดพันธุ์เอง คัดพันธุ์เอง ผมใช้วิธีหยอดแห้ง ชาวนาส่วนมากเขาหว่าน แต่ผมหยอด ใช้เมล็ดพันธุ์แค่ 8-9 กิโลต่อไร่ เพราะนาหยอดจะได้ข้าวต้นใหญ่กว่า แข็งแรงกว่า ทนแล้งมากกว่า ปีนั้นก็แล้ง ช่วงข้าวออกรวงประมาณ 2 อาทิตย์ไม่มีฝน ข้าวกำลังจะเฉาแล้ว แต่พอฝนมาข้าวก็ฟื้น” นิยม เล่าย้อนปีแห่งชัยชนะ
ทั้งนี้ ในการทำนาสมัยใหม่ มีรูปแบบการทำให้เลือกหลายแบบ ทั้งแบบดั้งเดิมคือ ‘การปักดำกล้า’ ใหม่กว่าคือ ‘การหว่านเมล็ด’ แบบที่อยู่กึ่งกลางระหว่างการหว่านกับการปักดำ คือ ‘การโยนกล้า’ แต่ที่นิยมเชื่อว่ามีประสิทธิภาพและประหยัดที่สุดคือ ‘การหยอดเมล็ด’ หรือที่ชาวนาในทุ่งกุลาร้องไห้เรียกติดปากว่า ‘นาหยอด’
นิยมชี้ว่า การทำนาแบบหยอดซึ่งเป็นการวางเมล็ดลงในรูเรียงเป็นแถวในนา มีความเป็นระเบียบกว่านาหว่าน ทำให้ต้นข้าวมีพื้นที่ว่างระหว่างกัน เป็นการป้องกันโรคเชื้อราโคนต้นที่มีสาเหตุมาจากการที่แสงแดดส่องไม่ถึงโคน เพราะต้นข้าวเบียดกันเกินไป ขณะเดียวกัน นาหว่านใช้เมล็ดพันธุ์น้ำหนัก 20-30 กิโลกรัมต่อไร่ ขณะที่นาหยอดใช้เมล็ดพันธุ์เพียง 8-15 กิโลกรัมต่อไร่ และเมื่อข้าวในนาหว่านเติบโต ยังยากแก่การถอนหรือทำลายวัชพืช ด้วยต้นข้าวเกิดชิดกันเกินไป แต่เมื่อเทียบผลผลิตที่ได้จากนาหยอดกับนาหว่านกลับพบว่า ไม่ต่างกัน
เรื่องอื่นจาก กองบรรณาธิการ
ดูทั้งหมดโฆษณา
อ่านจบแล้ว — ร่วมแบ่งปันประเด็นนี้ให้สังคม







