
หอมมะลิ ทุ่งกุลาร้องไห้ : วิทยาศาสตร์ในความอร่อย ระหว่างขับรถเแหวกหมอกควัน PM10 และ PM2.5 บนทางด่วนศรีรัช ลำโพงสเตอริโอของรถยนต์ส่วนบุคคล...
โฆษณา
หอมมะลิ ทุ่งกุลาร้องไห้ : วิทยาศาสตร์ในความอร่อย
ระหว่างขับรถเแหวกหมอกควัน PM10 และ PM2.5 บนทางด่วนศรีรัช ลำโพงสเตอริโอของรถยนต์ส่วนบุคคลขนาด 5 ที่นั่งได้ทำหน้าที่เล่าตำนานของทุ่งกุลาร้องไห้ไปด้วย ตำนานภาษาอีสานนั้นเล่าว่า ทุ่งกุลาร้องไห้ในอดีตเคยเป็นทะเล ทะเลที่มีพญานาคเป็นผู้ดูแล ซึ่งฟังแล้วก็ทึ่งไม่น้อยที่สัตว์ในวรรณคดีที่เราเข้าใจมาตลอดว่าเป็น ‘สัตว์น้ำจืด’ กลับเป็น ‘สัตว์น้ำเค็ม’ ไปเสียได้
แต่ช้าก่อน ตำนานที่ว่าไม่ใช่เรื่องเกินเลยทางวิทยาศาสตร์ เพราะมันสอดคล้องกับสิ่งที่ ดร.จิรวัฒน์ สนิทชน อาจารย์ประจำคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้บอกกับเรา คือ “ภาคอีสาน ในสมัยโบราณหลายล้านปีก่อนเคยเป็นทะเล” แต่เมื่อเปลือกโลกได้หมุนและโก่งตัว จากทะเลจึงกลายเป็นที่ราบสูง และอดีตก็ได้ทิ้งหลักฐานให้คนรุ่นหลังได้รู้ เพราะนักโบราณคดีได้พบเปลือกหอยดึกดำบรรพ์ และนักธรณีวิทยาได้พบว่า มีเกลือปริมาณมหาศาลซ่อนอยู่ใต้ดินผืนนี้
“พื้นที่ทุ่งกุลาเป็นแอ่งกะทะ พื้นดินเป็นเกลือทำให้ดินเค็ม ในฤดูฝนดินก็จะไม่เค็มมากเพราะมวลน้ำจะดันเกลือไว้ไม่ระเหยขึ้นมา แต่พอถึงปลายเดือนตุลาคมไม่มีฝน ความชื้นจะระเหยออกจากดิน น้ำเค็มจะระเหยขึ้นมาทำให้ดินเค็มอีกครั้ง” ดร.จิรวัฒน์ กล่าวแก่เรา
ดร.จิรวัฒน์ชี้ว่า แม้ความเค็มในดินจะเป็นข้อเสียสำหรับการปลูกพืชบางชนิด แต่สำหรับข้าวหอมมะลิ มรดกความเค็มที่ทะเลเมื่อหลายล้านปีก่อนทิ้งเอาไว้กลับกลายเป็นปัจจัยสำคัญทำให้ข้าวหอมมะลิที่แทงรากลงบนผืนดินทุ่งกุลามีมูลค่ามากกว่าปกติ
“ช่วงต้นฤดูปลูกข้าว ดินยังไม่เค็มเท่าไหร่ แต่พอปลายเดือนตุลาคมข้าวเริ่มออกดอกพอดี ดินเริ่มแห้งเกิดรูเล็กๆ ดูดความชื้นใต้พิภพขึ้นมาข้างบน ความชื้นดังกล่าวเอาความเค็มขึ้นมาด้วยเกิดเป็นเกลือพอกดินชั้นบน ดินก็เริ่มเค็มขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับความแล้งทำให้พืชเริ่มเกิดความเครียดในระดับที่ไม่รุนแรงมาก แต่เป็นจังหวะพอดีที่ข้าวเริ่มติดเมล็ด 2 สัปดาห์ก่อนเก็บเกี่ยว กระตุ้นให้ข้าวหลั่งสารหอมระเหยที่ชื่อ 2 AP สะสมไว้ที่เมล็ด อีกทั้งข้าวหอมมะลิ 105 มีค่า Amylose ต่ำ ทำให้มีความเหนียวและนุ่มกว่าข้าวภาคกลาง” อาจารย์คณะเกษตรศาสตร์ ท่านนี้ระบุ
ดร.จิรวัฒน์ ระบุว่า ความเค็มของดินทุ่งกุลาร้องไห้ช่วงที่ข้าวติดเมล็ดอยู่ในระดับ 4 - 6 เดซิซีเมนส์ต่อเมตร (dS/m) ซึ่งปกติแล้วค่าความเค็มของดินในพื้นที่อื่นจะน้อยกว่า คือเพียง 2 dS/m ซึ่งอาจจะไม่สามารถกระตุ้นให้ข้าวหลั่งสารความหอมออกมาได้มากเท่าความเค็มระดับเดียวกับทุ่งกุลาร้องไห้ แต่หากดินมีความเค็มมากถึงระดับ 18 - 20 dS/m ก็อาจกระทบการเจริญเติบโตของพืชได้ ทั้งนี้ ค่า dS/m เป็นการประเมินการนำไฟฟ้าของเกลือที่ละลายออกมาจากดินซึ่งผันแปรตามปริมาณเกลือที่ละลายน้ำได้ ณ อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส (°C)
อ่านจบแล้ว — แชร์บทความนี้
โฆษณา



