
ในอดีตผืนดินทุ่งกลาร้องไห้ แห้งแล้ง และเค็มมาก จนหลายพื้นที่สามารถทำ “นาเกลือ” แทน “นาข้าวได้” และนี่คือนาเกลือในจังหวัดร้อยเอ็ดเมื่อปี...
โฆษณา
ในอดีตผืนดินทุ่งกลาร้องไห้ แห้งแล้ง และเค็มมาก จนหลายพื้นที่สามารถทำ “นาเกลือ” แทน “นาข้าวได้” และนี่คือนาเกลือในจังหวัดร้อยเอ็ดเมื่อปี 2483 (ที่มา: Robert L. Pendleton ลิขสิทธิ์ของ The University of Wisconsin-Milwaukee Libraries)
The Beginning of ทุ่งกุลาร้องไห้
“ทุ่งกุลา ปัจจุบันกลายเป็นสัญลักษณ์ของความแห้งแล้ง แต่ความจริงแล้วเคยเป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์มากเมื่อประมาณ 2,500 ปีที่แล้ว มีประชากรหนาแน่นที่สุดใน Mainland Southeast Asia”
สุจิตต์ วงษ์เทศ บรรณาธิการหนังสือ ‘ทุ่งกุลา อาณาจักรเกลือ 2,500 ปี จากยุคแรกเริ่มล้าหลัง ถึงยุคมั่งคั่งข้าวหมอ’ กล่าวประโยคข้างต้นผ่านไมโครโฟนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ดในงานเสวนา ‘ทุ่งกุลากับอาเซียน’ เมื่อปี 2558 เพื่ออธิบายประวัติศาสตร์เชิงภูมิศาสตร์-วัฒนธรรมของ ‘ทุ่งกุลาร้องไห้’ โดยชี้ว่า ข้อมูลทางประวัติศาสตร์เมื่อกว่า 2,000 ปีก่อนทำให้รู้ว่า ดินแดนที่ปัจจุบันถูกเรียกว่าทุ่งกุลาร้องไห้เป็นแหล่งผลิตเหล็กและเกลือสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเหล็กเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการเคลื่อนย้าย ค้าขาย และการสร้างเมืองใหญ่ๆในยุคอดีต
“คน (ที่อาศัยอยู่ใน) ทุ่งกุลา (แต่ไม่ใช่คนที่ถูกเรียกว่าเผ่ากุลา) ดั้งเดิมจะค่อยๆ เคลื่อนย้ายไปหลัง พ.ศ. 1700 โดยประมาณ หรือช่วงที่สุโขทัยกำลังก่อตัวขึ้น โดยอพยพไปหาพื้นที่ที่มีน้ำ เช่น ทะเลสาบกัมพูชา และลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา หลังจากนั้นมีคนกลุ่มใหม่เคลื่อนย้ายเข้ามาแทนที่คือ คนจากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงหรือลาว กระทั่งสืบทอดมาเป็นจังหวัดต่างๆ จนปัจจุบัน”
จากคำอธิบายของสุจิตต์ ทำให้เราสามารถจำแนกกลุ่มคนที่เชื่อมโยงกับพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ได้ 3 กลุ่ม คือ 1. คนในยุคเมื่อ 2,500 ปีก่อน ซึ่งปัจจุบัน อพยพไปอยู่ใกล้แหล่งน้ำแล้ว 2. คนลาวที่เข้ามาอยู่แทนที่คนพื้นถิ่น ซึ่งกลายเป็นบรรพบุรุษ-บรรพสตรีของคนอีสาน และ 3. คนที่ถูกเรียกว่า ‘กุลา’ อันเป็นที่มาของชื่อทุ่งกุลาร้องไห้
“คำว่า ‘กุลา’ มันเข้ามาอยู่ในสยามตั้งแต่ก่อนกรุงศรีอยุธยา ซึ่งในเอกสารก็มีคำว่า กุลา แล้ว แต่หมายถึงกลุ่มเบงกอล แต่สำหรับทุ่งกุลาร้องไห้ คำว่า กุลานี้มันมีความหมาย 1. คือ กลุ่มไทใหญ่ 2. กลุ่มต้องสู้ ตระกูลธิเบต-พม่า”
อ่านจบแล้ว — แชร์บทความนี้
โฆษณา



