
"ผมรับรู้ข่าวของคุณขณะเดินอยู่ลำพังในสักการสถาน -สองคอนแห่งนี้ มีเสียงกระซิบข้างหูว่าคุณป่วย เป็นเสียงกระซิบที่แผ่วเบาผ่านมาตามสายลม " ....
โฆษณา
"ผมรับรู้ข่าวของคุณขณะเดินอยู่ลำพังในสักการสถาน -สองคอนแห่งนี้ มีเสียงกระซิบข้างหูว่าคุณป่วย เป็นเสียงกระซิบที่แผ่วเบาผ่านมาตามสายลม "
.
ถ้อยประโยคจากจดหมายของชัชวาลย์ โคตรสงคราม นักวิชาการด้านวรรณกรรมล้านช้าง เขียนถึงตัวละครเอกในเรื่องสั้น 'มรณสักขี' ของอนุสรณ์ ติปยานนท์
เรื่องสั้นที่อนุสรณ์เล่าผ่าน 'ผม'บุรุษคนหนึ่งที่อาจจะคาดเดาได้ว่าเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย แต่สถานะอะไรไม่สำคัญเท่าการดำรงอยู่ของ 'ผม' คนที่ออกเดินทางไปหาความหมายอะไรบางอย่างให้กับชีวิต
.
"หลังการตายของแม่ ผมก็กลับเข้าโรงพยาบาลอีกครั้ง ผมเลือกโรงพยาบาลเดียวกับแม่ เตียงเดียวกับแม่ ผมไม่ได้ป่วยไข้ ไม่มีโรคภัยเบียดเบียน ไม่มีแม้รอยขูดรีดบนร่างกายด้วยซ้ำ ไม่มีอะไรลึกลับซับซ้อน ผมเพียงอยากสัมผัสความตายของแม่อีกครั้ง แต่คราวนี้ด้วยสายตาของผู้เจ็บป่วย มิใช่สายตาของผู้เฝ้ามอง "
.
เส้นเรื่องค่อยๆ ไล่ไปตามจังหวะที่ 'ผม'ออกแสวงหาชีวิตราวกับนักบุญจาริกไปตามพื้นที่ต่างๆ ด้วยเพราะภาพถ่ายจากจดหมายฉบับนั้นจากอดีตเพื่อนร่วมวิชาชีพ 'ผม'เริ่มเดินทางไปมุกดาหาร เพื่อสักการะบุญราศรีแห่งสองคอน ก่อนที่จะตระเวนไปตามโบสถ์ทั่วบริเวณอีสานและฝั่งโขงตรงข้าม เริ่มจากโบสถ์นักบุญแอนนาที่หนองแสง นครพนม ,โบสถ์นักบุญหลุยส์แห่งเมืองท่าแขก,โบสถ์อัครเทวดามิคาเอล ท่าแร่ สกลนคร,โบสถ์ไม้ที่ใหญ่ที่สุดแห่งบ้านซ่งแย้ ยโสธร ,โบสถ์นักบุญเทเรซาแห่งสะหวันนะเขต
.
ก่อนจะถลำลึกเข้าไปในประเทศลาวทั้งที่แขวงอัตตะปือ เซกอง ตลอดเส้นทางเขาพบสิ่งต่างๆมากมาย เว้นเพียงแต่โบสถ์แห่งพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น
.
"ถ้าพระเจ้ามีอยู่จริง ผมอยากเห็นสัญลักษณ์ของท่านอีกครั้งก่อนกลับสู่บ้านเกิด "
อ่านจบแล้ว — แชร์บทความนี้
โฆษณา



