
จดหมายจากอมก๋อย จากยอดดอยถึงคนที่คอยและอยู่ห่างใจ __ ตามจริงแล้วร่างแรกสุดของจดหมายฉบับนี้เขียนบนความรู้สึกนึกคิดตอนยืนเกาะราวหลังรถกระบะ...
โฆษณา
จดหมายจากอมก๋อย จากยอดดอยถึงคนที่คอยและอยู่ห่างใจ
__
ตามจริงแล้วร่างแรกสุดของจดหมายฉบับนี้เขียนบนความรู้สึกนึกคิดตอนยืนเกาะราวหลังรถกระบะที่วิ่งด้วยความเร็วลงมาจากอมก๋อย ตอนนั้นรอบตัวเรามืดสนิท เห็นดาวเต็มท้องฟ้าแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ฟังเสียงพูดคุยหยอกล้อกันของครอบครัวชนเผ่าพื้นเมืองที่ทำกับข้าวให้กินอย่างอิ่มแปล้เมื่อเย็น ข้างตัวเราเป็นเด็กชายราวสี่ห้าขวบที่จับราวของรถอย่างมั่นคง แอบหันไปมองสายตามุ่งมั่นในอากัปกริยาผ่อนคลายแล้วเราก็ยิ้มกับดาวทั้งฟ้าอยู่คนเดียว
.
หลังจากคนกรุงเทพฯ ที่เดินทางด้วยเครื่องบินมากกว่ารถไฟฟ้าและรถประจำทางอย่างเรากลับมานั่งเตรียมการเดินทางของชีวิตในปีหน้าได้ครึ่งวัน เพื่อนที่ไม่เจอกันนานก็ชวนเราขึ้นไปอมก๋อย อำเภอทางใต้สุดของเชียงใหม่ เราตอบตกลงไปทั้งที่ยังไม่ได้หาข้อมูลอะไรเพิ่มเติม รู้แค่เพียงว่าอมก๋อยเป็นแหล่งซื้อเมล็ดกาแฟของเพื่อนๆ roaster ที่ญี่ปุ่น ภาพในจินตนาการของอำเภอห่างไกลนี้คือเป็นพื้นที่ปลูกกาแฟ มีความอุดมสมบูรณ์ อากาศดี น่าจะได้เจอผู้คนที่หลากหลาย อาจพบวัตถุดิบที่เอาไปทดลองเบลนด์ชา ได้แลกเปลี่ยนความรู้กับคนที่เจอ เสนอแนวทางการแปรรูปวัตถุดิบเพื่อเพิ่มมูลค่า และลองดูว่ามีอะไรที่เราจะทำได้บ้าง
.
เช้าวันแรกที่มาถึงเราฟังข้อมูลเพิ่มเติมจากเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ภาพในจินตนาการของเราก็ค่อยๆ ผสมผสานกับปัญหาที่ทีมงานบอกเล่า นึกถึงข่าวสารที่ปรากฏในสื่อ บางเรื่องราวทำให้เราเหมือนโดนทุบที่หัวใจอย่างหนักหน่วง บางข้อเท็จจริงที่เราเกือบลืมไปแล้ว ค่อยๆ ปะติดปะต่อเป็นภาพที่เราต้องแอบกระพริบตาอยู่หลายครั้งก่อนจะมองได้เต็มตา
.
ระหว่างเดินทางจากในเวียงเชียงใหม่ไปถึงอมก๋อย เราลองไล่เรียงว่าชีวิตของเด็กในครอบครัวชนเผ่าพื้นเมืองต้องพบกับอะไรบ้าง น่าจะเป็นกระบวนการประมาณนี้ หากพอมีสตางค์ได้เกิดในสถานรักษาพยาบาลกระบวนการแจ้งเกิดไม่ค่อยมีปัญหา ตอนตั้งชื่ออาจถูกแนะนำให้ใช้ชื่อตามหลักภาษากลางแทนการใช้ชื่อตามวัฒนธรรมชนเผ่า
อ่านจบแล้ว — แชร์บทความนี้
โฆษณา



