
"ถ้าวิ่งถึงอำเภอปากคาด จะมีทางเลี้ยวเข้าไป มันจะถึงก่อนตัวอำเภอโซ่พิสัย ประมาณ 7-8 กิโลเมตร นี่แหละ ไปกับพี่ก็ได้ จะกลับอุดรบ้านแฟนพอดี "...
โฆษณา
"ถ้าวิ่งถึงอำเภอปากคาด จะมีทางเลี้ยวเข้าไป มันจะถึงก่อนตัวอำเภอโซ่พิสัย ประมาณ 7-8 กิโลเมตร นี่แหละ ไปกับพี่ก็ได้ จะกลับอุดรบ้านแฟนพอดี "
.
อาคม คำภูษา ผู้ที่บ้างเป็นกวีบ้างเป็นครูคณิตศาสตร์ โรงเรียนบึงกาฬ บอกข้อมูลการเดินทาง เมื่อถามถึงพิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต แต่แล้วเราก็ปฏิเสธที่จะร่วมทางไปกับเขา เพราะเช่ามอเตอร์ไซด์คันหนึ่งไว้ อีกอย่างตั๋วรถทัวร์ขากลับที่จองไว้ เราต้องออกจากบขส.บึงกาฬตอนห้าโมงเย็นของวัน มันคนละเส้นทางกับตัวเมืองอุดรธานี
.
แม้เป็นวันออกพรรษาวันแรก แต่อากาศเช้าวันนั้นร้อนเกินกว่าจะจิบลีโอ รถยามาฮ่า รุ่นสปาร์ค ที่เช่าจากร้านกาแฟริมแม่น้ำโขง 350 บาท จึงค่อยๆทะยานออกจากตัวบึงกาฬพร้อมน้ำมันเต็มถัง ตามเส้นทางที่ 212 ขนานกับแม่น้ำโขง เส้นทางยาวไกลที่บอกเล่าถึงการแยกบึงกาฬออกจากจังหวัดหนองคายเมื่อปี 2554 ได้เป็นอย่างดี
.
เราผ่านแก่งอาฮง สถานที่ขึ้นชื่อในนาม สะดือแม่น้ำโขง ว่ากันว่าเป็นจุดที่น้ำลึกกว่า 200 เมตร คดเคี้ยวเป็นวังน้ำวน บ้างก็บอกว่านี่เป็นเมืองของพญานาค แน่นอนว่า การเดินทางย่านนี้ในช่วงวัน 15 ค่ำ เดือน 11 ฉากและชีวิตที่เห็นและเป็นอยู่ของผู้คนริมฝั่งโขง จักต้องมีเรื่องเล่าถึงสัตว์ในตำนานนี้ ปรากฎอยู่เสมอๆ จุดมุ่งหมายของเราก็เช่นกัน ภาพกราฟิตี้พญานาคที่รายรอบหมู่บ้านแห่งนั้น การตีความภาพจำพญานาค ในมุมมองที่ต่างไปจากความขรึมขลังมลังเมลือง เป็นอีกจุดที่ทำให้ตัดสินใจไปที่นั่น
.
ความเร็วของคันเร่งที่เฉลี่ย 60-70 กิโลเมตร พาเรามาถึงอำเภอปากคาด อีกอำเภอริมแม่น้ำโขง ของบึงกาฬ ช่วงวันออกพรรษาก็จะเห็นป้ายชี้บอกทางลงริมตลิ่งแม่น้ำถึงจุดชมบั้งไฟพญานาคเป็นระยะๆ ก่อนที่เลยตัวอำเภอไปหน่อย จะมีป้ายบอกทางเลี้ยวขวาไปอำเภอโซ่พิสัย และขับไปเรื่อยๆจนเจอป้ายสีเขียวเล็กๆ เขียนว่าทางเข้าพิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต จึงเลี้ยวขวาเข้าไปอีกครั้ง พลันให้คิดว่าหากไม่มีรถส่วนตัวมาเอง คงต้องพึ่งพารถโดยสารที่จะวิ่งเข้าสู่ตัวอำเภอโซ่พิสัย ก่อนจะเพ่งสังเกตทางแยกเข้าให้ดีๆ เพื่อบอกลงรถและเดินเข้าไปในตัวหมู่บ้านอีกราว 1 กิโลเมตร
อ่านจบแล้ว — แชร์บทความนี้
โฆษณา



