• The Isaander

โรงโม่หิน ดงมะไฟ สิ่งแปลกปลอมที่ปนมากับหยาดน้ำตา





ปี 2536 ทองใบ ทองเปาว์ ทนายความแมกไซไซ และอดีตสมาชิกวุฒิสภาเคยยื่นนามบัตรจ่ายแจก สำหรับชาวบ้านโรงโม่หินดงมะไฟ ที่ต่อสู้และมีโอกาสจะโดนคดีความ เพื่อแสดงให้เจ้าหน้าที่รัฐและบริษัทเห็นว่าพวกเขาก็มีมือกฎหมายในขบวนการต่อสู้


วันนี้- แม้ทนายความนักหนังสือพิมพ์คนดัง จากมหาสารคามจะลาลับไปแล้ว แต่บางคนแถบถิ่นนี้ยังเก็บกระดาษแข็งแผ่นนั้นไว้เป็นอนุสรณ์ให้รำลึกถึงกัน




ราว 600 กิโลเมตรจากที่ตั้งเมืองหลวงของประเทศ หากนั่งรถโดยสารคงเป็นการเดินทางชั่วข้ามคืน แต่เราย่นระยะได้จากสนามบินอุดรธานี ก่อนถนนสองเลนสาย 2263 ที่วิ่งระหว่างอำเภอเมืองอุดรฯ- กุดจับ จะบีบแคบลง กระทั่งผ่านเข้าตัวอำเภอสุวรรณคูหา หากคุณไม่หลับไปเสียก่อน สองข้างทางนั้นคือไร่อ้อยสีน้ำตาลที่เบียดเสียดกันจนแทบมองไม่เห็นพืชพันธุ์ชนิดอื่น กระทั่งพบเขาหินปูนน้อยใหญ่ จนอาจคิดไปได้ว่ากำลังอยู่ในเขตสระบุรี-ลพบุรี แต่เมื่อรถตู้โดยสารมาหยุดที่หน้าถ้ำศรีธน ภาษาพูดคุยของชาวบ้านตำบลดงมะไฟ ก็บอกย้ำปลุกเราจากภวังค์ว่ากำลังอยู่ในทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ


"บ่ย่านจั่งได๋ ผมนอนบ่หลับ แต่มันจำเป็นต้องสู้เพื่อความถูกต้อง บอกลูกบอกหลานที่จะมานอนด้วยว่าไม่ต้องมานอน ถ้าจะตายก็ให้ตายคนเดียว เพราะที่ทำกินผมติดกับภูเขาเลย ผมได้รับผลกระทบก่อนเพื่อนเลย ตั้งแต่เขามาตั้งเสาไฟฟ้า แล้วมันเคยล้มทับต้นมัน พืชไร่ผมหมดเลย " สมควร เรียงโหน่ง ประธานกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได เปรยใจขณะพูดถึงสถานการณ์ที่เขาพร้อมรับทุกความเสี่ยง



โรงโม่หินดงมะไฟ สิ่งแปลกปลอมปนประหลาด ที่มาพร้อมกับการตั้งจังหวัดใหม่


ปี 2536 ปีที่จังหวัดหนองบัวลำภู แยกออกมาจากจังหวัดอุดรธานี แม้จะเป็นปีแห่งการเริ่มต้นอะไรหลายๆอย่าง แต่ก็เป็นจุดเริ่มของสิ่งแปลกปลอมที่เปลี่ยนวิถีของคนที่นี่ไป ปีนั้นเริ่มมีบริษัทเอกชนเข้ามายื่นขอสัมปทานภูผายา ตำบลดงมะไฟ พื้นที่อำเภอสุวรรณคูหา เพื่อทำเหมืองหิน แต่คนในชุมชนไม่เห็นด้วย จึงเริ่มรวมกลุ่มกันคัดค้าน เพราะเห็นว่าบนเขานั้นมีสำนักสงฆ์ และสำรวจพบภาพเขียนสีประวัติศาสตร์ กรมศิลปากรจึงประกาศขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งสำคัญทางโบราณคดีในเวลาต่อมา นอกจากนี้ยังเชิญทองใบ ทองเปาว์ ทนายความสิทธิมนุษยชน มาอบรมเพื่อคัดค้านโรงโม่ มีชาวบ้านมาร่วมทั่วอำเภอราว 1,000 คน ทองใบ ใช้วิธีแจกบัตร กลุ่มทนายความอีสาน ไว้ให้ชาวบ้านแสดงให้เจ้าหน้าที่เห็นว่าจะเป็นกลุ่มคอยช่วยเหลือทางกฎหาย หากจะถูกดำเนินคดี และประกอบด้วยการต่อสู้ในหลากหลายวิธี เมื่อเป็นอย่างนั้นโรงโม่ก็ถอยไป


ในพื้นที่ไม่ไกลกัน ปีถัดมา บริษัทย้ายมายื่นคำขอประทานบัตรทำเหมืองหินบนภูผาฮวกเนื้อที่กว่า 175 ไร่ และโรงโม่หินอีก 50 ไร่ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าเก่ากลอยและป่านากลาง


“ตั้งแต่เริ่มคัดค้านจนถึงตอนนี้มีผู้นำเสียชีวิต 4 คน และบริษัทเอกชนก็มีความขัดแย้งกับชาวบ้านมาตลอด” สมควร เรียงโหน่ง กล่าวและบอกข้อมูลว่า นอกจากนี้บริษัทยังฟ้องชาวบ้าน 12 คน ข้อหาวางเพลิงที่พักคนงาน ทั้งที่ชาวบ้านไม่ได้ทำ แต่ก็มีคนถูกตัดสินใจคุก 2 คน ต่อมาศาลได้ยกฟ้องทั้งหมด


ปี 2538 ชาวบ้านรวมตัวกันเคลื่อนไหวคัดค้านอย่างหนักเป็นเหตุให้บุญรอด ด้วงโคตะ และสนั่น สุวรรณ ถูกลอบยิงเสียชีวิต จนปัจจุบันยังจับคนร้ายไม่ได้ จากนั้นชาวบ้านก็ปักหลังคัดค้านการขอสัมปทานเหมืองมาตลอด ขณะที่ทางบริษัทก็ยังรุกคืบเดินหน้ารังวัดขอบเขตเหมือง โดยไม่สนใจเสียงคัดค้าน



สอน คำแจ่ม ภรรยาของ กำนันทองม้วน คำแจ่ม แกนนำต้านการสร้างเหมืองหินในพื้นที่ ถูกยิงเสียชีวิตเมื่อ 22 เมษายน 2542 ชาวบ้านเชื่อว่าการตายเกี่ยวข้องกับการคัดค้านการสร้างเหมือง .


เสียงปืนที่มาพร้อมหยาดน้ำตาในดงมะไฟ



4 ปีถัดมามีเสียงปืนดังขึ้นในหมู่บ้านแห่งหนึ่งของตำบลดงมะไฟ กำนันทองม้วน คำแจ่ม หนึ่งในแกนนำต่อสู้คนสำคัญต้องจบชีวิตลง สอน คำแจ่ม ภรรยากำนันเล่าให้ฟังปนเสียงสะอื้นน้ำตาว่า


" ช่วงนั้นก็สู้กันหนัก เป็นเรื่องการเมืองท้องถิ่นเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะสมาชิกอบต. บางราย เขาอยากขายภูเขาให้บริษัทเหมือง แต่กำนันไม่ยอม แล้วบอกว่าถ้าอยากจะได้ต้องไปถามประชาชนดู ผมได้เป็นกำนันเพราะชาวบ้านเลือกผมมา ถ้าไทบ้านไม่เอาผมก็ไม่เอา "


ภรรยาวัย 56 ปี ของกำนันทองม้วนเล่าอีกว่า เพราะคนกลุ่มนั้นไม่ได้สนใจเสียงชาวบ้านและอยากขายอย่างเดียว จึงมีการขู่กันว่า ถ้าจะตายก็ไม่ได้ตายเรื่องอื่นหรอก ตายเรื่องนี้แหละ


"เขาหลอกว่าให้ไปคุยธุระกันก่อน โดยเรียกทางโทรศัพท์ไปที่หมู่บ้านหนึ่งในตำบล ส่วนเราก็รออยู่อีกหมู่บ้านหนึ่งเพราะเห็นว่าเขาไปคุยธุระ แล้วช่วงประมาณห้าโมงกว่า คนผ่านมาแถวนั้นที่เพิ่งกลับจากขายข้าวแถวอำเภอบ้านผือ บอกว่ากำนันถูกยิง อยู่ที่บ้านหนองเหลียง ก็รู้ได้เลยว่าเป็นกลุ่มไหนพาไป ส่วนจะเป็นใครยิงนั้นไม่รู้ "


ตอนนั้นไปแจ้งความ เธอได้รับแจ้งเพียงว่า ไม่ต้องเอาเรื่องเอาความกัน เพราะว่าไม่ได้จะทำร้ายกัน ไปคุยธุระกันเฉยๆ ให้จบกันเท่านี้ กระทั่งมีตำรวจมาอะลุ่มอะหล่วย และเธอเองก็ไม่ได้ไปไหนเพราะบรรยากาศมันน่ากลัว



CHIA การศึกษาผลกระทบของการสร้างเหมืองหินในพื้นที่ ที่ชาวบ้านร่วมมือกับหน่วยงานศึกษาจัดทำขึ้น Yostorn triyos / Realframe


การเปิดเหมือง ที่เปลี่ยนหน้าฉากชุมชนไปตลอดกาล


อุตสาหกรรมจังหวัดหนองบัวลำภู ให้อนุญาตประทานบัตรเหมืองหินแก่บริษัทบนภูผาฮวก มีระยะเวลาทำเหมืองหิน 10 ปี ตั้งแต่เดือนกันยายน 2543 – กันยายน 2553 จากนั้นชาวบ้านชุมนุมประท้วงและใช้มาตรการปิดถนนที่เป็นเส้นทางขนเครื่องจักรกลของคนงานเหมือง แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าสลายการชุมนุมจนสามารถขนเครื่องจักรกลเข้าสู่พื้นที่จะทำเหมืองบนภูผาฮวกได้ ชาวบ้านยื่นฟ้องศาลปกครองขอให้มีคำพิพากษาเพิกถอนประทานบัตรทำเหมืองหิน ทั้งนี้แกนนำชุมชนถูกจับกุมดำเนินคดี 12 คน ข้อหาวางเพลิงเผาที่พักคนงานเหมือง และโรงเก็บอุปกรณ์ ซึ่งศาลตัดสินจำคุก 2 ราย อีก 10 ราย ก่อนมีคำพิพากษายกฟ้องในเวลาต่อมา


"ตอนแรกเขาขนปูนมาสามสิบถุง เหล็กห้ามัด เป็นสถานที่เก็บระเบิดเขา แล้วมีมือที่สามมาเผา เขาเลยหาว่าเราเป็นคนวางเพลิงเผา เราคิดว่าเป็นคนของเขาทำ ตอนนี้เพื่อนร่วมรบตายไปแล้ว 6 คน " พ่อตูโด้ หนึ่งในขบวนการต่อสู้โรงโม่หินบอกไว้

กระทั่งปี 2547 ศาลปกครองนครราชสีมา มีคำพิพากษาเพิกถอนคำขอประทานบัตร เหมือนเรื่องจะมีทีท่าสงบลง แต่แล้ว ปี 2553 ศาลปกครองสูงสุดกลับคำพิพากษา คืนประทานบัตรให้บริษัททำเหมืองหิน แต่อายุประทานบัตรก็หมดอายุลงพอดี เป็นเหตุให้บริษัทต้องเริ่มขอต่อใบอนุญาตและขอใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติเพื่อเข้าทำเหมืองแร่ในพื้นที่ใหม่


ซึ่งบริษัทได้รับการต่อใบอนุญาตการเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ รวมถึงต่ออายุประทานบัตรอีกครั้ง (ตั้งแต่ 25 กันยายน 2553 - 24 กันยายน 2563) แม้ชุมชนดงมะไฟจะยืนยันการคัดค้านอย่างเข้มแข็งต่อเนื่องก็ตาม






สู้ทุกประตู สิ่งแวดล้อม ประวัติศาสตร์ และทางนิติศาสตร์


ปี 2555 ตัวแทนชาวบ้านในพื้นที่จำนวน 78 ราย ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองอุดรธานี เพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง เพิกถอนหนังสืออนุญาตเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเก่ากลอยและป่านากลาง และเพิกถอนใบอนุญาตต่ออายุประทานบัตรของบริษัททำเหมือง สามปีถัดมากลุ่มชาวบ้านดงมะไฟได้รับพระราชทาน “ธงพิทักษ์ป่า เพื่อรักษาชีวิต” ตามโครงการราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า (รสทป.) ซึ่งเกิดจากการดำเนินกิจกรรมในการอนุรักษ์ บำรุงรักษาป่าไม้ และทรัพยากรธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง


นอกจากนี้พวกเขายังเล็งเห็นความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของอาณาบริเวณโดยรอบ ตั้งแต่ภูผายา ที่สำรวจพบภาพเขียนสียุคก่อนประวัติศาสตร์ และยังพบชิ้นส่วนพระพุทธรูปบุเงินกำหนดอายุว่าอยู่ในยุคล้านช้าง ชุมชนจึงสร้างสำนักสงฆ์ขึ้น กระทั่งกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน และที่ถ้ำศรีธนเองก็เป็นอีกสถานที่ที่ชาวบ้านอยากให้ขึ้นเป็นโบราณสถานเพื่อการคุ้มครองพื้นที่ เพราะมีการพบหลักฐานโบราณคดีประเภทชิ้นส่วนภาชนะดินเผาทั้งแบบเนื้อดิน(Earthenware) และเนื้อแกร่ง(Stoneware)


“ตอนนี้ชาวบ้านกังวลว่า ภาพเขียนสีที่ถ้ำภูผายาที่เป็นภาพก่อนประวัติศาสตร์จะได้รับผลกระทบจากการประกอบกิจการของเหมืองหินหรือไม่ แต่ตอนนี้ยังไม่มีรายงานฉบับนั้น” ทิพย์วรรณ วงศ์อัสสไพบูลย์ นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ 8 กล่าวถึงรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมกำหนดว่า จะต้องมีคณะกรรมการชุดหนึ่งตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมในเชิงโบราณคดี “เราตรวจสอบแหล่งโบราณสถานที่อยู่ใกล้เคียงทุก 3 เดือนว่า ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองหรือไม่ ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีผลกระทบ” เธอย้ำอีกครั้ง


เมื่อถามไปยังความเป็นไปได้ของการขึ้นทะเบียน เธอตอบว่า "การที่จะทำให้เป็นแหล่งโบราณคดี 100 % หรือไม่นั้นยังตอบไม่ได้ เพราะสภาพมันแตกต่าง การขึ้นทะเบียนตอนนี้ที่นี่มีภูผายา และอีกแห่งที่ เราจะพิจารณาที่ความเก่าแก่ มีเอกลักษณ์เฉพาะ มีที่เดียว แห่งเดียว มีข้อมูลทางวิชาการที่เพียงพอ และมีการขุดค้นทางโบราณคดี ซึ่งมันก็มีขั้นตอนทางวิทยาศาสตร์ ที่จะพิสูจน์อีกครั้ง ตอนนี้ถ้ำศรีธนอยู่ระหว่างการพิจารณา แต่ค่อนข้างจะยาถ้าไม่มีการขุดคุ้น"






มองผ่านแว่นต่างๆ ทั้งอำนาจรัฐ ชาวบ้าน และเอ็นจีโอ


"หนึ่งในหลักเกณฑ์รัฐธรรมนูญคือเคารพสิทธิชุมชนที่เขียนเอาไว้ ก่อนการตัดสินใจทำอะไร ต้องเคารพเรื่องผลกระทบของชาวบ้าน ก่อนดำเนินการที่มีผลกระทบต่อชาวบ้าน อีกอันกฎหมายของกรมป่าไม้ การอนุญาตให้ใช้พื้นที่ป่าต้องไม่มีประชาชนคัดค้าน ซึ่งสำคัญมาก เราเลยสงสัยว่าทำไมมีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น และ อบต.ต้องฟังความเห็นของภาพรวม เพราะมีอำนาจและหน้าที่ต้องรับฟังความเห็นอย่างรอบด้าน ถึงจะสั่งอนุมัติได้ เวทีนี้เปิดให้ทุกหน่วยงานและชาวบ้านมาช่วยกันหากติการ่วม

โดยเฉพาะหลักการรัฐธรรมนูญ ที่บอกถึงหน้าที่ของตัวละครทั้งหมดที่จะต้องเป็นไป " สุนีย์ ไชยรส อดีตคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวในเวทีเสวนาหน้าถ้ำศรีธน เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2562


ทางด้าน จรูญ วิริยะสังวร นายอำเภอสุวรรณคูหา ยืนยันกับชาวบ้านดงมะไฟว่าประชาชนต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ โดยเฉพาะเหมืองแร่ มีสามหมู่บ้านที่กระทบ เรื่องเสียง เรื่องอนามัย แต่บางทีอาจจะมองคนละระบบ มองผ่านแว่นหลากสี แต่ก็ยืนยันว่าเราทำงานอย่างแก้ไขเป็นระบบ เรารู้ดีว่าสิ่งที่พี่น้องรักที่สุดคือธรรมชาติ ก็เป็นกำลังใจให้สำหรับการต่อสู้ และทุกความเห็นมีประโยชน์ สำหรับเอกสารยังไม่มีการอนุมัติใดๆทั้งสิ้น เพราะเอกสารต้องสมบูรณ์ทุกอย่าง และมีมติของประชาพิจารณ์ ตอนนี้อยู่ในชั้นตอนของเอกชนต่อใบอนุญาต




ขณะเดียวกัน สุรชัย ตรงงาม ทนายความจากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า หลังจากได้ฟังนายอำเภอว่า การจะอนุมัติ ต้องได้รับการยืนยันรับรองเรื่องสิ่งแวดล้อม สุรชัยบอกว่าเป็นเรื่องน่ายินดี เหมืองหินที่นี่ก็มีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ปี 2542 ตอนนี้จะ 20 ปีมาแล้ว และมีความเปลี่ยนแปลงมากมาย ถ้าหากจะมีการต่อใบอนุญาตต้องได้รับการเห็นชอบจากประชาชน ผลของความพิพากษาก็ยังพูกผันอยู่ว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็คือยังไม่มีการรองรับใดๆ และตอนนี้ก็มีการขอคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้มีการระงับกิจการโรงโม่หินไว้ก่อน


สอดคล้องกับสมพร เพ็งค่ำ ผู้อำนวยการ Community Health Impact Assessment (CHIA) บอกว่า ตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมกำหนด ไว้ว่าต้องมีการรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม และเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น และมีมารตการต่างๆออกมาเสนอให้ชาวบ้านว่าจะรับข้อเสนอนี้ไหม ตั้งแต่ปี 2543 มาชาวบ้านไม่ได้มีกระบวนการนี้เลย และขาดการมีส่วนร่วม ประชาชนก็มีความกังวล แล้วก็เกิดผลกระทบจริงๆ โดยเฉพาะการสัญจรไปในที่ทำกินที่ต้องผ่านพื้นที่โรงโม่หิน ข้อเรียกร้องคือให้ทำการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมใหม่




เวลาเคลื่อนไปข้างหน้า แม้ไม่เยียวยาทุกสิ่ง


ก่อนลาจากวันนั้น เมื่อถามถึงสถานะปัญหา จึงทราบว่า บริษัทกำลังเร่งดำเนินการต่อใบอนุญาตขอเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เพื่อทำเหมืองหินบนภูผาฮวกอีก 10 ปี ซึ่งถ้าบริษัทสามารถต่อใบอนุญาตได้สำเร็จ ภูเขา และป่าไม้จะถูกระเบิด และแหล่งอาหารของชุมชนก็จะสูญหาย และอาจมีการขนเอาแร่ไปขายต่อไปอีกจนถึงปี 2573


เมื่อถามการต่อสู้ว่าจะเอาไงต่อ นอกจากการสู้ไปในหลายมิติก็ได้คำตอบว่า พวกเขากำลังจัดกิจกรรมเดิน-เปิด-เหมือง จากภูผาฮวกสู่ศาลากลางจังหวัดหนองบัวลำภู ในระหว่างวันที่ 7-12 ธันวาคม 2562 เพื่อบอกเล่าเรื่องราวการต่อสู้ของกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได ตลอดระยะเวลากว่า 25 ปีที่ผ่านมา


โดยช่วงกลางวันของทุกวัน จะมีขบวน เดิน-ปิด-เหมือง ไปตามเส้นทาง และหยุดพักตามจุดที่กำหนด และช่วงกลางคืนทุกคืนจะมีเวทีเสวนาวิชาการ ได้แก่


คืนวันที่ 1 ประเด็น “หินอุตสาหกรรมและยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ”

คืนวันที่ 2 ประเด็น “นิเวศวัฒนธรรมเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได”

คืนวันที่ 3 ประเด็น “25 ปี เหมืองหินสุวรรณคูหากับลมหายใจของผู้คน”

คืนวันที่ 4 ประเด็น “สิทธิชุมชน นิเวศนิติธรรมและรัฐธรรมนูญ”

คืนวันที่ 5 ประเด็น “มรดกหนองบัวลำภู : ประวัติศาสตร์และโบราณคดี”


พวกเรา-ทีมสื่อมวลชนและองค์กรประสานงานให้ทุกคนได้มาเจอกันอย่างแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ไทยแลนด์ และ วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยรังสิต และชาวบ้านดงมะไฟ ต่างถ่ายภาพหน้าถ้ำศรีธนร่วมกันก่อนร่ำลากันจริงๆ บางจังหวะขณะเสียงชัตเตอร์จากผู้สื่อข่าวสำนักหนึ่งลั่นระรัว ภาพความมุ่งมั่นของชาวดงมะไฟที่หัวใจไม่ยอมแพ้ เพ่งมองไปที่ที่หนึ่ง ราวกับสายตาที่ไม่ยอมจำนนรวมกันไปที่จุดเดียว กับทุกเรื่องทุกปรากฎการณ์ สิ่งหนึ่งอาจดูยาวนาน แต่คงไม่อยู่ตลอดกาลเสมอไป


#Theisaander #ข่าวอีสาน #ดงมะไฟ #โรงโม่หิน #หนองบัวลำภู #อุดรธานี #ขอนแก่น #เหมืองแร่หนองบัว #TheIsaanrecord #สุวรรณคูหา #นากลาง #โนนสัง #นาวัง #ศรีบุญเรือง #แอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนลประเทศไทย #AmnestyInternationalThailand #ทองใบทองเปาว์



446 views

© 2023 by Glorify. Proudly created with Wix.com