top of page

โลกร้อน ฝนในอีสานยิ่งตกเพิ่มขึ้น แต่ทำไมภาวะทะเลทราย ถึงกำลังขยายตัว?

  • Writer: The Isaander
    The Isaander
  • Dec 18, 2025
  • 2 min read

ท่ามกลางอุณภูมิโลกที่สูงขึ้น เมื่อนำตัวเลขค่าเฉลี่ยปริมาณน้ำฝนในอีสานย้อนหลัง 40 ปีมาเปิดกางดู จะพบว่าโดยเฉลี่ยแล้วทั้งภูมิภาคมีปริมาณฝนเพิ่มขึ้นจากในอดีต แต่กลับมีข้อมูลที่ชี้ว่ามีพื้นที่ดิน ที่แห้งแล้งเสื่อมโทรมในอีสานเพิ่มมากขึ้น เกิดสิ่งที่เรียกว่าสภาวะกลายเป็นทะเลทรายขยายวงกว้าง ปรากฏการณ์เช่นนี้บอกอะไรกับเราในสภาวะโลกร้อน


ฤดูฝนในปี 2024 บุญสง สีสินธ์ ชาวนาอายุ 65 ปี พาไปยังนาข้าวของเขาในอำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด ที่เพิ่งเริ่มเพาะปลูกได้ไม่นาน ต้นอ่อนกำลังเขียว เขาชี้ให้ดูพื้นที่เว้าแหว่งในแปลงนา ที่ไม่มีต้นข้าวที่งอกเงย กลับเป็นต้นหญ้าวัชพืช คาบเกลือขึ้นมาแทนที่ พร้อมเล่าให้ฟังว่าพื้นที่แบบนี้ ในแปลงนาของเขากำลังขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

"ดินมันเสียแบบนี้มาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่แล้ว มันก็ขยายใหญ่ขึ้น ต้องปรับปรุงดิน ซื้อปุ๋ย เอาใบไม้ เอาขี้วัวมาใส่ ถึงจะดีขึ้นบ้าง" บุญสงเล่า


ไม่ใช่แค่ที่นาของบุญสงเท่านั้น มีงานศึกษาชี้ว่าที่ดินเสื่อมโทรมในภูมิภาคอีสานกำลังขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในจังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีอัตราการขยายของพื้นที่ดินเสื่อมโทรมตัวสูงที่สุด

"ก็ไม่รู้ว่ามันขยายเพราะอะไร อาจเป็นเพราะฝนฟ้าอากาศบ้างนั้นละ ถ้ามันแล้งก็ขยายเยอะ ถ้าฝนดีดินชุ่มชื้นมันก็จะน้อยลง" บุญสงอธิบายถึงภาวะเสื่อมโทรมที่เป็นอยู่นี้ว่ามีมาแต่เดิมอยู่แล้วจากสภาพดิน


ที่มักจะเป็นดินทรายดูดซับแร่ธาตุได้น้อยและมีภาวะดินที่มีความเค็มสูง แต่จากการสังเกตของเขา จะเห็นได้ว่าช่วงราว 10 กว่าปีมานี้ พื้นที่ดินเสื่อมโทรมในนาของเขาจะขยายวงกว้างขึ้น โดยขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและความแห้งแล้งของแต่ละปี


แต่ข้อมูลที่รวบรวมโดยผู้เชี่ยวชาญกลับพบว่าในช่วงราว 10 ปีที่ผ่านมานี้ปริมาณน้ำฝนในภาคอีสานเพิ่มขึ้นจากเดิม ไม่ได้แล้งน้ำฝนอย่างที่หลายคนเข้าใจ ควรจะทำให้ปัญหาดินแล้งเสื่อมโทรมบรรเทาลง แต่ทำไมชาวนาอย่างบุญสง ถึงรู้สึกว่าดินของเขาแห้งแล้งขาดสารอาหารเพิ่มขึ้นทุกปี

.

ในภาวะโลกร้อน ฝนยิ่งตกกลับยิ่งแล้ง ดินยิ่งเสียแร่ธาตุ

.

จตุพร เทียรมา อาจารย์จากภาควิชาสิ่งแวดล้อมมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้แสดงให้เห็นชาร์ตแผนผังที่เก็บข้อมูลปริมาณน้ำฝนทั่วภาคอีสาน ตลอดเวลา 40 ปี แบ่งออกเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกคือ 30 ปีแรกตั้งแต่ พ.ศ. 2524 ถึง 2554 และช่วงที่สองคือ 10 ปีหลัง ตั้งแต่ พ.ศ. 2555 ถึง 2565


จากข้อมูลจะพบว่าแม้ภาคอีสานจะมีอุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มขึ้นตามแนวโน้มอุณหภูมิของโลก แต่ตัวเลขปริมาณฝนในช่วง 10 ปีหลังกลับเพิ่มมากขึ้นเกือบทุกจังหวัด รวมแล้วอีสานมีปริมาณฝนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 52 มิลลิเมตร เมื่อเทียบกับ 30 ก่อนหน้านี้ ซึ่งขัดต่อสามัญสำนึกทั่วไป ที่จะเข้าใจว่าเมื่อเมื่ออุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น ควรจะนำไปสู่ภัยแล้งและปริมาณฝนที่น้อยลง


อาจารย์จตุพรอธิบายว่าอุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้นนั้นทำให้ร่องมรสุมค้างตัวในภาคอีสานตอนใต้เป็นเวลานานกว่าเดิม ทำให้ปริมาณฝนในจังหวัดส่วนใหญ่จของอีสานเพิ่มขึ้น และเมื่อใช้ข้อมูลชุดเดิมขยายเข้าไปดู "เราจะเห็นว่าแพทเทิร์นการตกของฝนในฤดูร้อน และหนาว ของทั้ง 2 ช่วงเวลา แทบไม่ต่างกันเลยปริมาณฝนเท่ากัน แต่พอมาเข้าฤดูฝน เราถึงจะเริ่มเห็นได้ว่ามันเกิดการแกว่งของปริมาณฝน"



เมื่อแยกละเอียดดูข้อมูลแต่ละเดือน ทำให้เราเห็นรูปแบบการตกของฝนที่เปลี่ยนไป คือในช่วงฤดูร้อนและฤดูหนาวมีปริมาณฝนเฉลี่ย 10 หลัง แทบไม่ต่างจากเดิม แต่เมื่อเข้าในช่วงฤดูฝนจะเห็นว่าในช่วงต้นฤดูฝนคือช่วงมิถุนายนปริมาณฝนจะลดต่ำลงกว่าเดิม เรียกว่า "สภาวะแล้งต้นฤดูฝน" แล้วในช่วงกรกฎาคมถึงกันยายนปริมาณฝนกลับพุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจน ก่อนจะกลับมาปกติในช่วงปลายฤดูฝนในเดือนตุลาคม


ฝนซึ่งควรจะตกสม่ำเสมอเท่าๆ กันตลอดฤดูอย่างที่ควรจะเป็น สภาวะแล้งต้นฤดูทำให้ช่วงแล้งของแต่ละปียาวนานขึ้น ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของพืชและทำให้ดินแห้งแล้ง


ถึงอย่างไรปริมาณฝนเฉลี่ยทั้งปีก็ยังเพิ่มขึ้นอยู่ แต่ฝนต้นฤดูก็ยังลดลงอีก แล้วฝนที่เพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ไหน? คำตอบ คือไปกระจุกตัวอยู่ช่วงกลางฤดูในช่วงกรกฎาคมถึงกันยายน ทำให้นำไปสู่รูปแบบการตกของฝนที่เปลี่ยนไป เรามักจะสามารถเห็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "Rainbomb" คือฝนตกลงมาหนักมากในช่วงเวลาสั้นๆ เกิดขึ้นบ่อย


"น้ำไม่สามารถซึมลงดินได้ทัน ถึงแม้ดินมีศักยภาพอุ้มน้ำได้สูง แต่ก่อนดินอาจจะอุ้มน้ำได้เพราะฝนตกกระจาย เท่ากันทั้งฤดู เหมือนค่อยๆ หยดน้ำลงไปในดิน ตอนนี้มันเหมือนปล่อยให้แห้งหลายวัน แล้วตกลงตุ้มทีเดียว ดินอุ้มน้ำไม่ทัน ที่เหลือก็ถูกพัดไหลบ่าไป"


 อาจารย์จตุพรอธิบายว่าการที่ฝนไม่ตกในปริมาณสม่ำเสมอส่งผลต่อการละลายแร่ธาตุในดิน "พอเราไปดูภาพรวมพบว่าน้ำฝนมันเยอะขึ้น แต่น้ำซึมลงดินมันน้อยลง เพราะมันมาตกในช่วงเวลาสั้นๆ น้ำไม่มีเวลาซึมลงดิน"

อาจารย์ จตุพร มองว่ารูปแบบการตกของฝนในฤดูฝนของภาคอีสาน ที่ทิ้งช่วงนานในต้นฤดู ทำให้ความแล้งยาวนานขึ้น ต่อมาจากฤดูร้อน ทำให้ดินขาดความชุ่มชื้นเป็นเวลานาน ปริมาณฝนถูกรวบมาตกในช่วงกลางฤดูทีเดียว ทำให้เกิดพฤติกรรมการตกของฝนแต่ละครั้งรุนแรงขึ้น ดินที่ถูกปล่อยให้แห้งมานาน เมื่อถูกน้ำฝนไหลบ่าพัดเอาแร่ธาตุออกไป ไม่ทันได้ซึมลงดิน ทำให้แม้ฝนจะมีปริมาณเพิ่มขึ้น แต่ดินขาดแคลนแร่ธาตุ ดินเค็ม ดินเสื่อมโทรมจึงเพิ่มขึ้น

.

ภาวะทะเลทรายกำลังขยายตัวในอีสาน

.

ปัจจุบันพื้นที่ทะเลทรายในโลกขยายตัวรวมกันปีละหลายสิบกิโลเมตร แม้ในประเทศไทยจะไม่มีพื้นที่ทะเลทราย แต่อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการเป็นทะเลทราย หรือ UNCCD ได้นิยามคำว่า "การกลายสภาพเป็นทะเลทราย" หรือ Desertification ว่าไม่ใช่แค่หมายถึงทะเลทรายแบบซาฮาราเท่านั้น ยังหมายถึงสภาวะเสื่อมโทรมของดิน สูญเสียแร่ธาตุจนไม่สามารถทำการเพาะปลูกได้


มีการประมาณว่าที่ดินที่มีประสิทธิผลประมาณ 100 ล้านเฮกตาร์ หรือประมาณ 1 ล้านตารางกิโลเมตร ทั่วโลก เสื่อมโทรมลงในแต่ละปี สาเหตุมาจากกิจกรรมของมนุษย์ทั้งการใช้ที่ดินเกินขีดจำกัด การทำลายพื้นที่ป่า และสภาวะการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศ เป็นปัจจัยใหม่ที่ทำให้ปัญหารุนแรงยิ่งขึ้น


UNCCD ได้จัดให้ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับ ผลกระทบจากการแปรสภาพเป็นทะเลทราย เนื่องจากประเทศไทย มีการชะล้างพังทลายของดินค่อนข้างสูง และพื้นที่ป่าไม้ลดลงอย่างรวดเร็วต่อเนื่อง รวมทั้งการขยายตัว ของดินเค็ม

งานศึกษา “แบบจำลองเชิงพื้นที่การเป็นทะเลทรายของประเทศไทยโดยใช้เครื่องมือระบบสารสนเทศ” พบว่าในปี 2560 ประเทศไทยมีพื้นที่ที่มีความเสี่ยงรุนแรงต่อภาวะการเป็นทะเลทรายเพิ่มขึ้นกว่า 6.9 ล้านไร่ ส่วนใหญ่อยู่ในภาคเหนือและอีสาน พื้นที่ส่วนใหญ่ของภาคอีสานอยู่ในจังหวัดขอนแก่น นครราชสีมา และร้อยเอ็ด


"ร้อยเอ็ดเป็นพื้นที่ทุ่งกุลา เป็นดินที่ขาดความอุดมสมบูรณ์อยู่แล้ว และผลกระทบจากการเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศทำให้เกิดทั้งน้ำแล้งและน้ำท่วม ตอนแล้งทำให้ดินขาดความชุ่มชื้น เมื่อฝนมาก็เกิดน้ำท่วมมันก็จะชะล้าง ทำให้ดินสูญเสียธาตุอาหาร ส่งผลให้ดินเสื่อมโทรมเนื่องจากธาตุอาหารหน้าดินหายไป"

พยัตติกา พลสระคู ผู้อำนวยการกลุ่มงานอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทราย กรมพัฒนาที่ดิน กล่าว


พยัตติกายกตัวอย่างจังหวัดร้อยเอ็ดที่สามารถใช้อธิบายบริบทของภาคอีสานได้ดี เนื่องจากตามรายงานของกรมพัฒนาที่ดิน พบว่าเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ดินเสื่อมโทรมขยายตัวมากที่สุด ส่วนใหญ่อยู่พื้นที่อำเภอเกษตรวิสัยและสุวรรณภูมิ ซึ่งมีพื้นที่อยู่ในเขตทุ่งกุลาที่ขึ้นชื่อเรื่องความแห้งแล้งอยู่เดิม สภาพดินเป็นดินทราย มีปัญหาดินเค็มในหลายบริเวณอยู่แล้ว รวมทั้งการใช้ที่ดินหนักเกินไป ใช้สารเคมีเกินขนาด และการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ จากภาวะโลกร้อน ที่เข้ามาเป็นอีกปัจจัยทำให้มีปัญหาขยายเพิ่มขึ้น


พยัตติกาอธิบายเพิ่มเติมคล้ายกับความเห็นของอาจารย์จตุพร

ว่าเมื่อรูปแบบการตกของฝนเปลี่ยนไป เกิดปัญหาทั้งฤดูแห้งแล้งที่ยาวนานยิ่งขึ้น ทำให้ดินไม่สามารถรักษาแร่ธาตุได้ และเมื่อถึงช่วงฤดูฝนก็ตกลงมารุนแรงพัดชะล้างแร่ธาตุที่อยู่ผิวดินออกไป


"ในบริบทของประเทศไทยทะเลทราย ยังหมายถึงดินเสื่อมโทรมไม่มีแร่ธาตุ ถ้าเราไม่ฟื้นฟูพื้นที่เหล่านี้ มันจะนำไปสู่การแปรสภาพเป็นทะเลทรายที่ปลูกอะไรไม่ได้"


การปรับตัวแบบ “ไม่แจกเสื้อโหล”


"เราจะใช้ขี้จิ้งหรีดแทนสารเคมี เป็นอินทรีย์ช่วยปรับสภาพดิน ที่เห็นข้าวเขียวๆ นี้คือประสิทธิภาพของขี้จิ้งหรีดเลยค่ะ" วรรณภา นาคำ เกษตรกรในอำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด เล่าถึงวิธีการปรับตัวของเธอ จากการที่เลี้ยงจิ้งหรีดขายเป็นอาชีพเสริมอยู่แล้ว จึงใช้ขี้จิ้งหรีดมาช่วยปรับสภาพดินที่ดินมรดกของเธอที่บางส่วนมีปัญหาดินเค็มและเสื่อมโทรมมาตั้งแต่รุ่นพ่อ-แม่


"แต่ก่อนก็มีปัญหาแบบนี้ แต่มันก็พอจะปลูกได้ ทุกวันนี้ปลูกไม่ได้เลย ถึงปลูกขึ้นก็จะยืนต้นตาย เราก็ใช้วิธีบ้าน ๆที่เรามีอยู่แล้วแก้ปัญหาไป" วรรณภาบอกว่าเธอสังเกตเห็นการขยายตัวของพื้นที่ดินเค็มที่ขยายออกไปเรื่อย ๆ จึงนอกจากการใช้ขี้จิ้งหรีดที่เป็นเหมือนปุ๋ยอินทรีย์จากธรรมชาติ สามารถช่วยบรรเทาการขยายตัวของพื้นที่ดินเค็มในที่นาได้แล้ว วรรณภายังพยายามปรับตัวอีกอย่างโดยแบ่งพื้นที่มาขุดสระเก็บน้ำไว้บริหารใช้ในช่วงหน้าแล้งอีกด้วย

สำหรับวรรณภา มองว่าสภาพฝนฟ้าภูมิอากาศ เป็นสิ่งที่เกษตรกรอย่างเธอ ไม่สามารถจะควบคุมได้ การปรับตัวโดยใช้สิ่งง่ายๆที่มีอยู่แล้วในชีวิตประจำวันเป็นสิ่งที่เกษตรกรทำได้ โดยอยากให้รัฐเข้ามาช่วยให้ความรู้มากกว่านี้ ไม่ใช่แค่มาเก็บข้อมูลแบบที่เป็นมา


"เมื่อเราเห็นแพทเทิร์นการตกของฝนมันเป็นแบบนี้ ต้องทำยังไงก็ได้ให้มันมีน้ำทั้งปี ไม่ได้บอกให้ขุดสระเก็บน้ำทำนาอย่างเดียว แต่หาวิธีทำยังไงให้เก็บในช่วงที่มันตกเยอะ แล้วเอามาชดเชยช่วงที่ขาด"


 จตุพรกล่าวถึงวิธีการปรับตัวของเกษตรกรในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยหลักสำคัญคือการทำให้ดินมีแร่ธาตุและบริหารจัดการให้มีน้ำใช้ในช่วงแล้ง โดยวิธีต่างๆ กันไปตามบริบทของแต่ละพื้นที่



"ไม่จำเป็นต้องเป็นแบบเดียว ควรจะสอดคล้องกับบริบทพื้นที่ บางพื้นที่ใช้น้ำบาดาลได้ บางพื้นที่ใช้น้ำผิวดินได้ บางพื้นที่ขุดสระ บางพื้นที่ทำคันกั้นก็พอ ทำยังไงก็ได้แต่อย่าแจกเสื้อโหล คือทำเหมือนกันหมด คนที่รู้ดีที่สุดคือเกษตรกร ภาครัฐต้องให้เกษตรกรพูด" จตุพรกล่าวทิ้งท้าย


.

.

 
 
 

Comments


website-main-logo

สำนักข่าวโดยคนอีสานเพื่อคนอีสานและคนที่ใช้ภาษาไทย 

  • Facebook
  • X
  • Youtube
  • Instagram
bottom of page